อโศกรำลึก ปีนี้ ที่…. (ตอน ๓)

สสธ. กับ พระที่นั่งฯ

ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ

09/06/2012

ข่าวแว่วๆ มาว่า จะได้กลับบ้านราชฯ วันนี้นี่นา เอาไปเอามาก็จะกลายวันพรุ่งนี้ซะได้ แต่ไม่เป็นไรหรอก สิกขมาตุผาแก้ว นักบวชฝ่ายหญิงที่คอยดูแลนักเรียนบอกเราตั้งแต่เมื่อวานว่า “พรุ่งนี้จะพาไปทัศนศึกษาในพระที่นั่งอนันตสมาคม”  พระที่นั่งฯที่เราได้แต่เฝ้ามองจากภายนอกตลอดมา เห็นแต่เป็นวังหลังใหญ่ซึ่งอยู่ในนั้นได้เป็นพันคน บรรยากาศหรูหราที่คนเดินดินกินข้าวแดงแกงร้อนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่มีวันได้สัมผัส

          “ไม่บังคับนะนักเรียน ใครจะไปก็ไป”  ผมซึ่งเป็นพวกห่อเหี่ยวโดยธรรมชาติ เฉยเมิยต่อสถานการณ์รอบด้านก็ลังเลที่จะเลือกระหว่าง ไป กับไม่ไป ใจนึงก็อยากจะเอาเวลามานอนกลางวัน ทิ้งความเป็นจริงไว้เบื้องหลัง แล้วมาสนุกกับโลกในความฝัน อีกใจหนึ่งก็คิดถึงอนาคตข้างหน้า พระที่นั่งนี่ก็ใช่ว่าจะอยู่ให้เราดูองค์ได้อีกนาน ไปดูๆ ให้มันเป็นบุญตาซะ เวลามีคนถามก็จะได้มีเรื่องคุยกับเค้าบ้าง อย่างน้อยเราก็เข้าฟรี เพราะโรงเรียนออกค่าบัตรผ่านให้ล่ะกัน (ติดตามเรื่องราวการไปดู ไปเห็น และไปสัมผัสของพวกเราได้ ที่นี่เลย)

          อยู่มาห้าหกวัน ผมรู้สึกอยากกลับไปที่บ้านราชฯ ยังไงชอบกล ไม่ใช่ว่าใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จะไม่มีความสุขนะ ทั้งได้เจอเพื่อนจากพุทธสถานอื่นๆ ที่จากกันมานาน คุยกัน เล่นกัน สนุกสนานเฮฮากันไปเรื่อยเปื่อย  แถมมีโรงบุญตั้งเยอะแยะ ขนมนมเนย ก๋วยเตี๋ยวหมี่โคราช ข้าวแดงแกงร้อน น้ำผลไม้หวานๆ เย็นๆ ก็มีบริการให้ เราก็เดินไปหยิบมากินได้เลย แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านราชฯ อยู่ดี ต้องคอยหวาดระแวง เพราะกรุงเทพมหานคร เมืองมิ่งฟ้าอมร ก็เต็มไปด้วยการโกหก ลวงล่อหลอกกันทั้งนั้น คนเรานี่รู้หน้าไม่รู้ใจ คิดอะไรอยู่ภายในนั้น ยากนักที่คนรอบข้างจะหยั่งถึง นี่ไม่ได้สบประมาท แต่เราก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน(เป็นยอดดี เดี๋ยวเกิดอัปรีย์ขึ้นมาล่ะจะฉิบหาย มานั่งร้องไห้เสียใจทีหลังอีก)
          อีกเรื่องที่พวกเราค่อนข้างจะวิตกและพะวักพะวงคือ ที่มีกลุ่มนปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง มาชุมนุมอยู่ที่หน้ารัฐสภาใกล้ๆ กันกับที่พวกเราพักอยู่ เดินผ่านสวนสัตว์ดุสิตไปก็เจอกันแล้ว แต่สำหรับโดยส่วนตัวผมแล้ว แม้กลุ่มนปช. จะได้ทำเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยไปหลายเรื่องด้วยกัน แต่ผมก็ยังคิดว่าลึกๆ แล้วกลุ่มนปช. ก็ยังเป็นคนที่เกิดบนแผ่นดินไทยเหมือนผม ต้องการอาหาร และปัจจัยการดำรงชีวิตทุกอย่างเหมือนกันกับผม มีสิทธิที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิ่งต่างๆ ได้อย่างชอบธรรมตามกฎหมายเหมือนผม เพียงแต่พวกเขาเหล่านั้น อาจจะเห็นต่างออกไปจากพวกเรานิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง(ด้วยเหตุผลใดผมก็ไม่อาจทราบได้)
          บางทีเห็นคนใส่เสื้อแดง ควบรถมอเตอร์ไซค์(แถวบ้านผมเรียก “รถเครื่อง”) มาซิ่งฉวัดเฉวียนแถวๆ ข้างเวทีใหญ่ คงคิดจะทำให้พวกเราตกใจเล่นๆ แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนกันว่า “วันๆ ไม่มีอะไรทำรึไงนะ(วะ)?” เมื่อคืนผมไปนั่งรอเพื่อนอาบน้ำซักผ้าที่ห้องน้ำชั่วคราวของเรา ใกล้ๆ กับที่พักสมณะ เพื่อนเข้าไปอาบน้ำ ผมนั่งอยู่ริมฟุตบาท อาศัยแสงไฟสีส้มๆ จากเสาไฟข้างถนนในการเขียนบันทึกประจำวัน แปลงความทรงจำในหัวให้กลายเป็นตัวอักษร โลดแล่ยบนหน้ากระดาษ
          ในขณะที่กำลังใช้ความคิดอยู่นั้น ก็มีชายวัยกลางคนสองคน น่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มนปช. มายืนอยู่แถวๆ ที่ผมนั่งเขียนบันทึกอยู่  แล้วเปรยๆ กับคนที่มาด้วยกันว่า
 “โอ้ หนี่เผิ่นมีหม่องอาบน้ำอย่างดีเลยตั๊วเนาะ”  (แปลจากภาษาถิ่นอีสาน : โอ้ นี่เขามีที่อาบน้ำอย่างดีเลยนี่นะ)
          ได้ยินแบบนี้แล้ว ผมคิดเอาเองว่า ที่ที่เค้าอยู่คงไม่มีบริการที่ดีแบบนี้ล่ะมั้ง คงลำบากกันน่าดู ผมรู้สึกสงสารพวกเค้า ที่หลายคนโดนหลอกล่อและครอบงำทางความคิดมานาน พวกเขาเหล่านี้ ก็เป็นคนอีสาน พี่น้องเราทั้งนั้น และอีกใจหนึ่งก็เริ่มเห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อท่านพาเรามาทำมากขึ้น มาขายของขาดทุน มาถือศีลกินมังสวิรัติ ลดละกิเลสอัตตา ของตัวเอง แล้วเสียสละเข้าส่วนกลางมากขึ้น ที่ส่วนกลางมีมากก็เพราะต้องเสียสละให้ประชาชนอย่างที่มาขายของคุณภาพดีแบบขาดทุนนั่นเอง  (และคนที่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจก็ คลิกเข้าไปดูที่นี่ ได้เลย)
10/06/2012
           เมื่อคืนมีเพื่อนเอากระดาษลังมาปูนอนเป็นเพื่อนเป็นสิบๆ คน รู้สึกอบอุ่นดีเหมือนกันครับ แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมกันทำไม เต๊นท์ตัวเองมีก็กางทิ้งไว้แล้วมานอนเยี่ยงขอทานกับผม แต่ก็เอาเถอะอยู่กันแบบพี่แบบน้องแบบนี้ มีอะไรก็ช่วยเหลือกันไป สบายๆ ๕๕๕+
          ผมนอนหลับไม่ค่อยจะเต็มอิ่ม ยุงเพื่อนรักเข้ามาทัก แวะมาทายอยู่เกือบตลอดคืน อากาศร้อนอบอ้าว เข้าใจแล้วว่าทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงต้องติดแอร์ไว้ที่บ้าน กลางวันแดดเปรี้ยงๆ งี้แทบไม่อยากออกมาเดินข้างถนน  เดี๋ยวลมจับ เค้าว่างั้น
          ในเมื่อนอนไม่หลับ ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะข่มหลับตานอนต่ออยู่ได้ ผมลุกขึ้นมาสะบัดผ้าห่ม ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ละอองเรณูของอนุภาคฝุ่นที่เคลื่อนไหวตามสายลมที่โบกพริ้วไปไหวมา ภายใต้แสงสลัวของเสาไฟใหญ่ มีจังหวะ และท่วงทำนองของตัวมันเอง ดูคล้ายดั่งโชว์สเก็ตน้ำแข็งของวอลท์ ดิสนีย์ น่ากลัวจะเป็นภูมิแพ้เสียจริงๆ
            ผมเดินไปทางหน้าพระที่นั่งฯ นึกถึงเมื่อวานที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมในนั้น ทั้งหรูหรา สง่างาม แอร์เย็นสบาย เดินผ่านเต๊นท์พยาบาล คุณหมอและพยาบาลของเรายังคงหลับไหล สลายความเหน็ดเหนื่อยที่สั่งสมมาตลอดวัน เดินผ่านเต๊นท์กองอำนวยการ กองหนังสือที่วางไว้แจกผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ดูเหมือนจะไม่ค่อยลดจำนวนลงสักเท่าไรนัก เดินผ่านโรงบุญที่แจกอาหารในตอนกลางวัน ในเวลานี้เงียบสนิท ไร้แม้แต่เสียงแมวน้อยร้องหาแม่เหมียว เดินผ่านที่พักทานสมณะ เอาล่ะ ถึงซะที ห้องน้ำชาย สวรรค์เล็กๆ ข้างพระบรมรูปฯ
           มนุษย์เรานี่ขอแค่มีปัจจัยสี่ แม้จะฝืดเคืองไปบ้างแต่ก็พออยู่ได้ ยิ่งมีความสะดวกสบายมาด้วย คนเราก็ยิ่งวิ่งเข้าใส่ โดยลืมมนุษยธรรมหรือความถูกต้อง ยิ่งไม่มีใครมาเป็นส่วนแบ่งของความสบายนั่นก็ยิ่งชอบ สำหรับเฉพาะบางคนน่ะนะ

          กลับมาถึงที่พักก็เอาบันทึกออกมาเขียน ใต้แสงไฟสีส้มของเสาไฟข้างถนนเหมือนเดิมตามสูตร ได้พบได้เจออะไร แล้วคิดเห็นอย่างไรก็เขียนไป อย่าได้เกรงใจ ละเลงให้เต็มที่ เก็บเอาไว้เป็นอนุสรณ์สถานในหนังสือ โตมาผมกะว่าจะมาแอบอ่านบันทึกของตัวเองตอนเด็กๆ คงจะมีความสุขในการรำลึกความหลัง นึกย้อนไปในวันวานเนอะ แบบนั้น?

          วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ร.๕ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม วันนี้ตลาดอาริยะจะเปิดถึงแค่เที่ยงกว่าเองมั้ง? ใครที่อยากจะซื้อของถูกๆ ก็ต้องรีบมาแต่เช้าหน่อย มาสายคนอื่นเค้าก็เอาไปกินหมด เท่าที่ผมสังเกตุคนกรุงเทพส่วนหนึ่งก็นิยมของถูกเหมือนกัน เจอตลาดอาริยะไปสักทีก็ดีใจยิ่งนักแล เพราะปกติผักผลไม้ในซุปเปอร์มาเก็ตก็แสนแพง ของถูกๆ ก็มีแต่อาหารขยะ  พิชช่า แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย กินแล้วก็เสียสุขภาพกันทั้งนั้น จะหาอะไรดีๆ กินก็อยากลำบาก พอเรามาเปิดขายของถูกๆ คุณภาพดีแบบนี้ ก็เข้าทางประชาชนเค้าเลย

          ในกระสอบข้าวสาร ก็จะมีข้าวสารอยู่ในนั้น พวกเราต้องเอามากรอกใส่ถุง ๕ กก.บ้าง ถุง ๒ กก.บ้าง แล้วแต่ ส่วนในกระสอบปุ๋ยจะมีปุ๋ยถุงเล็กๆ อีกแปดถุง ขายขาดทุนครึ่งราคา(หรือเปล่าไม่แน่ใจ?) บางเวลายามลูกค้าสั่งซื้อเป็นกระสอบๆ ก็ให้เด็กผู้ชายแบกไปส่งถึงรถดั่งที่เล่ามาในตอนที่แล้ว แต่มาวันนี้ปุ๋ยหมด เหลือข้าวอีกนิดหน่อย คาดว่าคงจะหมดอย่างรวดเร็วไปตามๆ กัน ได้ยินว่าเอามาขายขาดทุนกันถึง ๘๐ ตันเลยทีเดียวเชียว

          ช่วงที่อยู่ที่นี่ ผมและเพื่อนได้ทำงานที่เต๊นท์ของบ้านราชฯ มีทั้งผู้ใหญ่ และเด็กรับผิดชอบอยู่ที่นั่น ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ช่วงแรกมีรถตู้ตี้ และจับจี้ลอ ซึ่งเป็นรถหกล้อที่ขนทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และข้าวสาร จากบ้านราชฯ มาที่ลานพระรูปฯ เป็นหน้าที่ของพวกผมที่ต้อง ขนกระสอบปุ๋ย ขนกระสอบข้าวสารลงมา ไว้ขายให้ลูกค้าที่มาซื้อกัน

              แต่วันสุดท้ายนี้เราไม่ได้ไปแบกปุ๋ย กรอกข้าวสารอะไรหรอก อาภูบุญ (เป็นพี่ชายของคุณอาที่พาเราไปเก็บผลไม้ที่ จ.ระยองนั่นเอง เป็นพ่อของเพื่อนผมด้วย) เริ่มต้นการเก็บกวาดด้วยการเรียกลูกๆ สัมมาสิกขามาเก็บกวาดทำความสะอาด เอาพาเลทที่เราเอามารองนอน เอามากองซ้อนๆ กันข้างถนน เก็บขยะ เก็บเต๊นท์ที่เรานอน เอาเสื้อผ้าที่ตากไว้ตรงจั่วเต๊นท์ลงมา เก็บกระเป๋าสัมภาระของเรากองรวมๆ กันไว้

          เมื่อเคลียร์ของส่วนตัวเสร็จ ก็ถึงตาของส่วนรวม เราเริ่มต้นด้วยการเอาไม้ค้ำมายันคานเต๊นท์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งเอาไว้ แล้วดันขึ้นไป ให้ขาเต๊นท์ลอยขึ้นมาพื้น เพื่อนที่คอยอยู่ข้างๆ ก็รีบถอดขาเต๊นท์ออกมา คนที่ถือไม้ค้ำก็ค่อยๆ วางลงกับพื้นทีละนิด ช้าๆ ระวังโดนหัวเพื่อน

          วางเต๊นท์ลงกับพื้นเบาๆ เดี๋ยวฟุตบาทแตก ผู้ว่ากรุงเทพฯ มาโวยวายแล้วเราจะซวยอีก แล้วก็ข้ามไปที่ขาเต๊นท์อีกฝั่ง ทำแบบเดียวกัน ก่อนวางดูใต้เต๊นท์ก่อน ถ้ามีเพื่อนเข้าแอบอยู่ในนั้นก็ไล่ออกมาก่อน เดี๋ยวโดนเต๊นท์ทับเข้าแล้วจะมาว่ากันไม่ได้ หรือมีอีกวิธีหนึ่งคือ ปล่อยเพื่อนอยู่ข้างในนั่นแหละ ให้เพื่อนทำหน้าที่แก้ปมเชือกที่มัดผ้าใบกับโครงเต๊นท์ที่ติดกันให้ออก เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลานั่งแก้จากข้างนอก แบ่งเบาภาระกันไป หรือใช้เพื่อนให้เป็นประโยชน์นั่นเอง

          แต่บางเต๊นท์ต้องสังเกตที่ผ้าใบที่คุ้มหัวเราอยู่ให้ดี  หากมันมีลักษณะตุงๆ เหมือนคุณแม่อุ้มท้อง นั่นแหละแสดงว่ามันอุ้มน้ำฝนที่ตกติดต่อกันหลายวันเอาไว้ แบบนี้อันตรายอย่างแรง ต้องเคลียร์พื้น อพยพผู้คนหนี แล้วให้ผู้กล้าที่อาสาหาไม้อะไรก็ได้ ยาวๆ มาดันน้ำให้ออก ถ้าไม่ดันออกเดี๋ยวตอนเราเก็บเต๊นท์มันจะแผลงฤทธิ์ ทำเอาเราเปียกปอนไปทั่วเหมือนไปเล่นปีใหม่ไทยได้ ผมก็โดนมาทีนึง เต๊นท์มันเอียงน้ำที่จะถูกปล่อยเลยลงมาที่ผม แทนที่จะลงพื้นถนน วันนี้ก็เป็นวันซวยอีกวันหนึ่ง

          เราเริ่มเก็บเต๊นท์ที่เรานอนอยู่เป็นหลังแรก ตามด้วยหลังที่สองและหลังที่สาม แล้วก็ไล่เก็บมาเรื่อยๆ เต๊นท์ไหนที่เก็บข้าวเก็บของเสร็จหมดแล้วเราเก็บหมด เหลือไว้บางเต๊นท์สำหรับ ผู้เฒ่าผู้แก่และ FMTV เกิดฝนตกขึ้นมาล่ะก็ แย่เลย ข้าวของอะไรเปียกหมด เราทยอยเก็บไปเรื่อยๆ จนเข้าช่วงบ่าย แดดแรง สาดแสงแสบตา เราปาดเหงื่อที่ไหลลงปลายคางมา รู้สึกเหนื่อยล้ากับงานที่ทำ

          แต่ไม่ได้เราอย่า ทำเป็นท้อ      นี่ล่ะหนอบททดสอบ คงความเป็นคน      คองี้แห้งเป็นผง เหลือจะทน      เพื่อนบางคนแอบหนีไปนอน ตัวเป็นขน      เห็นแล้วหงุดหงิด ชอบกลๆ      อยากจะก่นด่าว่า ให้เสียหน้า      ดูพวกข้าทำงานสาหัส หนักหนา      แต่พวกเอ็งหนีไปนอนได้ ไม่อายฟ้า      จะเกิดมาใยเล่าเจ้า สันหลังยาว 

           และในวันสุดท้ายที่เราจะจัดงานตลาดอาริยะ ผมที่กำลังนั่งพักอยู่ กินเฉาก๊วย ทั้งหวานทั้งเย็น เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ เหมาะกับสถานะของเราในตอนนี้พอดีเลย ก็มีชาวภารตะคนนึง มาจากไหนไม่รู้ มาเต้นบนเวที เต้นแบบที่ผมเคยเห็นหนังอินเดียค่อนข้างจะบ่อย การเต้นรำของคุณอาชาวภารตะคนนั้นทำเอาผมหัวเราะหงายท้อง พรวดเอาเฉาก๊วยที่กินเข้าไปเมื่อกี้ออกมาซะเกือบครึ่ง ๕๕+ ก็มันน่าขำจริงๆ ล่ะครับ ก็เป็นวัฒนธรรมของเขาล่ะนะ ๕๕๕+

          ช่วงเย็น พุทธสถานอื่นๆ ภูผาฟ้าน้ำ จ.เชียงใหม่ หินผาฟ้าน้ำ จ.ชัยภูมิ และปฐมอโศก จ.นครปฐม เค้าก็กลับบ้านกลับช่องตัวเองกันหมดแล้ว เหลือแต่เรากับเพื่อนๆ ที่อยู่ประจำที่สันติอโศก กำลังเก็บเต๊นท์หลังใหญ่อยู่ ใหญ่จริงๆ พวกเราชาวสสธ.(สัมมาสิกขาราชธานีอโศก) ก็อยากจะยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลืออยู่นะ เพียงแต่ว่าเห็นขนาดเต๊นท์ก็ท้อแล้ว ไม่รู้จะไปรีดเร้นพลังมาจากไหนอีก แค่ตอนกลางวันก็จะไม่มีแรงทรงตัวเดินอยู่แล้ว

          เราเอาของมากองรวมๆ กันไว้นั่งรอรถหกล้อที่จะส่งเราไปใช้บริการรถไฟไทยที่สถานีสามเสน อาพูนไทก็คอยนั่งเฝ้าอยู่ริมฟุตบาท ผมซึ่งเริ่มแน่นท้อง เกิดกรดเกินในกะเพาะ ก็เริ่มเป็นกังวลว่า คืนนี้ต้องนอนบนรถไฟ จะไปเข้าห้องน้ำที่ไหนดีน้อ? คืนนี้คงนอนไม่หลับทั้งคืนล่ะ

         พอรถมาเราก็ขึ้น อาพูนไทก็บอกว่า “เขยิบเข้าไปหน่อยซิลูก คนอยู่ข้างล่างยังไม่ได้ขึ้นอีกเยอะ!”  ถ้าเป็นกระเป๋ารถเมล์เก่าคงตะโกนว่า “ชิดในหน่อยเพ่ ชิดในหน่อย ยังอัดได้อีกเยอะ” ผมเข้าไปอยู่ข้างในสุด แสนจะลำบาก ลมอับ แสงอะไรก็ไม่เข้า ราวจับก็ไม่มี แต่ก็พยายามนึกถึงคืนวันที่ผ่านมา เราใช้ชีวิตไปกับการกินอยู่แบบง่ายๆ กิข้าวข้างถังขยะก็มี นอนเกลือกกลิ้งข้างถนนก็เคย บางวันไม่ได้อาบน้ำ ทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นการฝึกตนทั้งนั้น ถึงแม้ว่าเราจะทำงานดี แบกข้าวสารเป็นคันรถสิบล้อ แต่ว่าไม่ได้ฝึกจิตใจ ขุดเกลากิเลสกันเลย มันก็ไม่ใช่แนวทางของเราแล้ว

          ผมนั่งรอรถไฟ อยู่เบื่อๆ เสียงประกาศเตือนดังขึ้น ใจความให้เราถอยออกห่างจากรางรถไฟ เพราะรถไฟกำลังจะจอกเทียบสถานีสามเสน ผมนั่งรอรถไฟอยู่ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ยากจะอธิบายให้ประจักษ์ง่ายๆ ได้ เสียงล้อเหล็กของรถไฟ บดขยี้รางรถไฟดังขึ้นมาแต่ไกล ผมพยายามจ้องมองที่ป้ายข้างโบกี้  ปลายรถไฟขบวนนี้มันไปเชียงใหม่เมืองเหนือนี่หว่า? ผมเริ่มเกิดผัสสะ

          “เฮ้ย! เอาเลยดีไหมวะ? บ้านเราอยู่เชียงใหม่ ขึ้นไปตอนนี้ตื่นมาก็ถึงบ้านเลย เฮ้ยน่าลองนะเว้ย ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่มันก็ไม่แน่ ตั๋วก็ไม่มี กลับบ้านไปก็ให้พ่อแม่เห็นหน้าให้หายคิดถึงเท่านั้นเอง อยู่ไปได้สักสามสี่วันก็ทะเลาะกันแล้ว ไม่เอาดีกว่า ช่วงเวลานี้ ควรจะศึกษาศาสตร์อะไรให้มากๆ เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ กลับตอนนี้ก็แบมือขอพ่อขอแม่กินอยู่ดี รอเราโตอีกหน่อย ค่อยกลับไปแบบสามารถหาเงินเลี้ยงทดแทนบุญคุณท่านได้ ถ้าไม่รับก็ยัดใส่มือท่านเลย อืมๆ”

          อยู่ว่างๆ เลยขึ้นไปบนสะพานข้ามทางรถไฟ ยืนคุยกับเพื่อนคนนึง บ้านมันอยู่ยโสธร เราคุยกันเรื่องอนาคต จะไปเรียนต่อที่ไหน? สายอะไร? แล้วชอบอะไร? ก็ยังไม่ได้คิดกันเลย ผมก็หนักใจกับปัญหาอนาคตนี่เหมือนกัน รู้สึกอุ่นใจอยู่เหมือนกัน ที่ยังรู้ว่าเราเองยังมีอนาคตข้างหน้ารออยู่ แม้มันจะหนักบ่า และเป็นภาระกับเด็กอย่างผมเหลือเกินก็ตาม

 ————————————————————-

          และนี่คือ ภาพที่เพื่อนของผมที่ประจำอยู่ที่ฐานสื่อบุญนิยม อุตส่าห์เสียเวลา เป็นธุระไปคัดมาให้ผมเอามาลงเว็บบล็อก (อาจจะมีรูปไหนซ้ำกันกับที่ใส่เข้าในเรื่องบ้าง ก็ขออภัยด้วยครับ)

This slideshow requires JavaScript.

          กว่าจะเขียนเรื่องนี้เสร็จก็เลยวันงานอโศกรำลึกมาตั้งนานแล้ว พอเสร็จแล้วก็เหมือนกับยก.เทือกเขาออกจากอก เหวี่ยงความหนักอึ้งทิ้งไปข้างทาง ที่ไม่เสร็จสักทีก็เพราะ พอดีเกิดความผิดปกติทางอารมณ์นิดหน่อย ตามที่คิดไว้ก็ประมาณวันที่ ๑๕ เดือนที่แล้ว ๕๕+

          การเดินทางของเราครั้งนี้ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างมากหากเรามองในมุมที่ใช่ และไร้ซึ่งอคติ กิจกรรมทางการเมืองแบบนี้ถ้าเรามีอคติ หรือคิดในทางลบไว้ก่อนแล้วล่ะก็ ประเทศก็วนเวียนอยู่แถวๆ นี้แหละ ไปไหนไม่รอดหรอก(มั้งครับ)

๕๕๕+

เรื่อง : เด็กชายเพียงตะวัน พุทธา ม.๓ ปีนี้ ม.๔ ปีหน้า

ขอขอบพระคุณ :

-รูปภาพจากโจ้(เพื่อนผมเอง)

-รูปวาดจากม่อน(เพื่อนคนที่วาดการ์ตูนเก่งๆ)

-คำแนะนำจากอามด

-สิทธิในการเข้าใช้ห้องคอมจากคุรุทุกท่าน

ขอขอบพระคุณจากเบื้องลึกของจิตใจครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: