อโศกรำลึก ปีนี้ ที่…. (ตอน ๒)

SSR.

….ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ

07/06/2012

ผมกลับมาจากระยองแล้ว ทิ้งความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไว้ข้างถนน เดินมาถึงเต้นท์ที่ที่เพื่อนเราอาศัย ก็ต้องตกใจกับ สถาพที่พักอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ ข้าวของรกรุงรัง กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ขยะ เศษขนมกองๆ กันอยู่ใต้พาเลท(ชั้นวางของ pallet) ที่ทำมาจากไม้อัด ซึ่งดูจะเป็นของเก่าๆ บ้างก็ชำรุด บ้างก็แตกหักเสียส่วนใหญ่ เพื่อเราเอาพาเลทหลายๆ อันมาวางต่อกัน แล้วปูเสื่อนอนมันบนนั้นเลย เวลาฝนตกลงมา เอาพาเลทรองพื้นจะได้ไม่เปียก

หาที่ดีๆ วางเป้ลง แล้วเอาผ้าที่ยังไม่แห้งนั้นออกมาตากไว้กับจั่วเต้นท์ รู้สึกว่าเพื่อนหลายคนก็ทำกันแบบนี้กันเป็นปรกติ ที่หลับที่นอนก็ค่อนข้างแออัดกันเสียจริง นี่ถ้าคืนนี้ไม่มีทีให้ซุกหัวนอน ผมอาจจะต้องสวมวิญญาณหมาข้างถนนนอนมันอย่างนั้นแหละ น่าจะแยกเป็นฝั่งหญิงฝั่งชาย ฝั่งผู้ใหญ่ ฝั่งเด็กให้มันชัดเจนไปเลยแบบนี้มันดูแลกันไม่ทั่วถึง จะเรียกรวมตัวหรือทำอะไรก็ไม่ง่ายเลย

ผมเพิ่งจะรู้เรื่องหลักหมุดปัก แถวๆ ลานพระบรมรูปทรงม้า หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ ป้าพรฯเป็นคนเล่าให้เราฟังตั้งตอนอยู่ที่ระยองแล้ว ขนาดประมาณเสาบ้านธรรมดา เขาว่างั้นนะ ผมก็ยังไม่ทันได้เห็น เลยขอให้เพื่อนพาไปดูหน่อย ปรากฎว่า มันอยู่กลางถนนเลย ทางด้านซ้ายมือของพระบรมรูปทรงม้า บนหมุดนั้นจารึกอักษรที่ดูเลือนลางเต็มทีไว้ว่า

….ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง….

ผ่านมาแล้ว ๘๐ ปี แห่งประชาธิปไตยที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่นี่ ได้ยินแว่วๆ ว่า หมุดที่ปักอยู่ตรงนี้เป็นหมุดที่ ๗ จากทั้งหมดที่มีอยู่ด้วยกันถึง ๙ หมุด ไม่รู้จริงเท็จยังไง หลักหมุดนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นแบบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่คนรุ่นก่อนได้ปักไว้ เพื่อให้ลูกหลานทั้งหลายได้รับรู้ ถึงการต่อสู้ และการเสียสละกว่าจะได้มาซึ่งประชาธิปไตย ให้พวกเราได้มานั่งๆ นอนๆ อยู่จนเดี๋ยวนี้

แต่น่าสลดใจที่คนไทยเราส่วนใหญ่กลับมองผ่าน เหยียบย่ำอยู่ทุกๆ วันจนอักขระที่จารึกอยู่บนหมุดนั้นค่อยๆ สึกหรอไปเรื่อยๆ ไม่พอ ยังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะขีดข่วน และทำร้ายทำลายหมุดนี่อีก บางครั้งบางครา นึกอยากจะไปดูมันให้เป็นบุญตาอีกสักครั้ง ไปเดินหาดูวนอยู่ตั้งนาน ไม่มี! ใครยกไปไว้ไหนแล้ว? เลยลองก้มลง หน้าแนบพื้นยางมะตอย ดูใต้ท้องรถ อ้าว อยู่นี่เอง นึกเปรียบเทียบหมุดคณะราษฎร กับ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทำไมต่างกันราวฟ้ากับเหวถึงปานนี้ได้?….

08/06/2012

วันนี้ผมตื่นเช้ามาก็โดนป้าฝั่งบุญ คุรุฐานงานคนหนึ่งที่ดูแลเราจ่ม(บ่นใส่) ตื่นมายังไม่ทันได้ขยี้ตา เสียงป้าก็แว่วเข้ามาซะแล้ว และดูเหมือนเสียงนั่นจะมีพลังอำนาจควบคุมประสาทส่วนกลางของผมไม่ให้ลุกเดินไปไหนอีกด้วย สักพักหนึ่งเพื่อนผมก็เดินมานั่งฟังเป็นเพื่อน ผมก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับเพราะที่ป้าฝั่งว่ามาก็ไม่ต่างไปจากความจริงมากนัก

คุณโอมน่ะ ดีก็ดีอยู่อย่างนั้นแหละ ช่วยเพื่อนไม่ได้ มันจะไปกันรอดเร้อ….? “

ลำดับเหตุการณ์มีอยู่ว่า ผมและเพื่อนนอนตื่นสาย ไม่ได้ไปทำงานทันเวลาที่กำหนด ป้าฝั่งบุญเลยมาตามถึงที่พัก ผมที่เพิ่งจะตื่นจากการหลับไหลในราตรีอันยาวนาน เห็นป้าฝั่งปรากฎตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันอย่างนี้ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงให้สถานการณ์มันดีขึ้น วจีที่เอ่ยเอื้อนออกมาจากปากป้าที่ล่ะประโยคก็ทิ่มแทงใจผมทั้งนั้น

ก็ได้แต่นั่งมอง พยักหน้า แล้วพูดว่า “ครับ….ครับ” ทำไงได้ เพื่อนบางคนก็พูดเป็นทำนองนี้ว่า เป็นคนดีก็โดนว่า เป็นคนเลวก็โดนด่า  แต่ผมเห็นต่างออกไปหน่อย ที่ผมคิดได้ก็คือ

เรามีเพื่อน เพื่อนของเราจะดีหรือเลวยังไงก็ยังเป็นเพื่อนของเรา ถ้าดี ก็ดีไป แต่ถ้าเพื่อนเลว เราก็ต้องช่วยเพื่อน ฉุดออกปากจากเงื้อมมือของมัจจุราช ปากของขุมนรก… ยังไงก็พยายามช่วยเอาไว้ก่อน แล้วทุกๆ อย่างจะดีเอง”

วันนี้ผมและเพื่อนได้ไปที่สันติอโศกครับ ไปกับอาพูนไท คุรุผู้ดูแลนักเรียนชาย อาแกขับรถตู้พาไปส่ง นั่งไปๆ ข้างทางก็เป็นตึกระฟ้า สูงสง่า ดูน่าเกรงขาม กลิ่นอายของทุนนิยม ที่ทุกอย่างเป็นธุรกิจ มีเงินเป็นตัวตั้ง เพื่อนผมหลายคนก็นั่งนั่งอ้าปากหวอ ตื่นเต้นกับบ้านเมือง ตึกสูง รถรา ผู้คนมากมาย ส่วนผมนี่หลับเป็นตาย

เมื่อถึงที่หมาย สันติอโศก ผมเคยมากับครอบครัวเองแล้วครั้งนึง แต่ไม่ค่อยได้ซอกแซกไปไหนมากนัก แต่มากับเพื่อนครั้งนี้ ผมประทับใจกับความร่มรื่นของวิหารพันปี น้ำตก ต้นเสาแต่ละต้น ถูกตกแต่งให้กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ลงรายละเอียดทุกระเบียดนิ้ว ลองมายืนอยู่กลางลานทราย แหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน วิหารพันปีเป็นเหมือนโดนัทหลายๆ อันมาวางซ้อนกัน แต่รู้สึกว่าชั้นบนคงจะยังไม่เสร็จดีมั้ง? ไม่รู้เป็นเพราะอะไรกันแน่?

อาพูนไทเดินนำหน้าเราไปที่ สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ(Institute of Ethical Waste Management) หรือสขจ. เราไปถึงแล้วก็ต้องทึ่ง! เจ้าหน้าที่ที่ดูแลรับผิดชอบตรงนั้น เขาทำได้ดีมาก เอาขยะ หรือของที่คนเขาไม่ใช้กันแล้วมาแยกเป็นชนิดๆ เหล็ก อะลูมิเนียม โฟม พลาสติก กระดาษหลัง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายทั้งแหล่ ฯลฯ ทั้งญาติธรรมและสมณะก็มาช่วยกันแยก เป็นสัดเป็นส่วนดี

ไปถึงเราก็ตรงไปที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ งานของเราในวันนี้คือ เอาพวกทีวี วิทยุ ดอกลำโพง มาพวกปลั๊กไฟดู หากมีไฟเข้าเอาเป็นใช้ได้ ยกใส่กระดาษลังเลย จะดูได้ดูไม่ได้ยังไงก็เอาไปก่อน “จะเอาไปซ่อมที่บ้านราชฯ ให้พวกเธอนั่นแหละทำ” อาพูนไทว่างั้น

ระหว่างที่เรากำลังง่วนอยู่กับการเสียบปลั๊กไฟอยู่นั้น ก็มีใครไม่รู้ถอยรถเก๋งเข้ามา บอกให้พวกเราช่วยยกของตรงท้ายรถไปไว้หน่อย เป็นพวกของเก่าๆ ที่เค้าเอามาบริจาค เสียนิด พังหน่อยก็เอามาให้เราแล้ว ทีมงานสขจ. ก็แยกๆๆ แล้วเอาไปขาย ได้เงินมาก็เอาไปให้ สถานีโทรทัศน์ FMTV (For Mankind Television) ไว้เป็นค่าใช้จ่าย “แปรขยะให้เป็นบุญ สนับสนุน FMTV” ไม่มีสขจ. FMTV ก็จอดับ จบกันเรา!

ผมและเพื่อนอีกสองคนได้รับอีกหน้าที่คือ ขนเอากระสอบข้าวสาร และพวกสมุนไพรแคปซูล ไปส่งให้ที่บริษัทแด่ชีวิต และบริษัทเพื่อนดินฟ้าหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ จำไม่ได้แล้ว เราอยู่ท้ายซอย ส่วนบริษัทที่ว่าอยู่หน้าปากซอย ริมฟุตบาท แต่ของพวกนี้ไม่ค่อยหนักมือเท่าไรนักหรอก กระสอบปุ๋ย ๕๐ กิโลฯ ก็แบกมาหมดแล้ว(บ่างี้ทรุดฮวบ เข่าแทบอ่อนเลย) ที่หนักใจมากที่สุดคือ เครื่องซีนปากถุงแบบต่อเนื่องเนี่ยสิ หนักก็หนัก กว่าเอาลงมาจากรถบรรทุกแบบตู้ ที่ชื่อว่า “จับจี้ลอ” (แปลว่าอะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน) ก็ทุลักทุเลพอสมควร กว่าจะยกขึ้นรถเข็นแล้วเอาไปหน้าปากซอย กว่าไต่ฟุตบาทขึ้นได้ก็แทบแย่ พอไปถึง บ.แด่ชีวิตก็…..

คุณป้าคนหนึ่ง : หนูๆ เอาขึ้นชั้นสองให้ป้าหน่อยนะ บันไดอยู่หลังร้าน

ผมและผองเพื่อนอีกสองคน : !!!!!!?

เหนือความคาดหมาย! นี่อุตส่าห์เข็นมาถึงหน้าร้านแล้วนะเนี่ย ต้องเอาขึ้นบันไดไปอีกเรอะ? ไปดูบันไดก็ดูแคบๆ พอให้หมาสองตัวเดินสวนกันได้ เครื่องซีลที่เอามาก็น่าจะประมาณ ๕๐ – ๖๐ กิโลฯ ไม่น่าจะหนักมือเราเท่าไรนัก แต่ปัญหาใหญ่อยู่ตรงที่ รูปทรงที่ใหญ่เทอะทะของมัน แค่เอาขึ้นบันไดได้ก็ไม่มีทางให้แมวผ่านไปได้ง่ายๆ แล้ว ที่ บ.แด่ชีวิตก็มีแต่คุณน้าๆ คุณป้าๆ ผอมแห้งแรงน้อย สงสัยเราสามคนคงจะต้องหาทางเพิ่งตนเองแล้วล่ะ

ป่ะเรา ลงมือกันเลย ต๋อย! ขึ้นไป อยู่ด้านบนยกขึ้นบันไดนะ…” ผมเอ่ยขึ้นมา

“…เดี๋ยวเรากับต๋อมแต๋ม จะคอยยกท้ายมันขึ้นไป โอเค?” เพื่อนๆก็ทำอย่างที่ผมว่า โดยไม่มีข้อโต้แย้ง

เอามันเลยเรา!” 

เพื่อนคนนึงขึ้นไปอยู่ทางด้านบนของเครื่องซีล ผมและเพื่อนคนคอยยกท้ายมันอยู่ข้างล่างนี้ คุณป้าอีกคนคอยเอาใจช่วยอยู่ พยายามทำตัวไม่ให้เกะกะเรา เห็นแล้วก็ยิ้มครับ ดูจากกำลังของเราแล้ว ทุกอย่างน่าจะไปได้สวยถ้าไม่ติดตรงที่ขนาดของเครื่องซีลที่เรายกขึ้นไป มันหักเลี้ยวไปทางขวาไม่ได้ เพราะท้ายมันที่เราผมและเพื่อนคนนึงยกมันติดกับผนังอยู่ ทำให้ผมและเพื่นอีกคนต้องยกท้ายที่มีมอเตอร์หนักๆ ติดอยู่ค้างไว้กลางอากาศ

บริษัทแด่ชีวิตจำกัด

โธ่โว้ย!! บันไดนี่ก็แคบ ไอ้เครื่องซีลนี่ก็ใหญ่ซะ!!”  ผมสบถในใจ นึกแค้นเคืองเพื่อนที่อาพูนไทพามาด้วยกัน แต่ไม่มาช่วยกันทำงานหนักๆ แบบนี้ วิ่งเข้าหาแต่งานเบาๆ แต่ถึงผมคิดแบบนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรๆ ดีขึ้น ผมเกือบจะแหกปากตวาดใส่เพื่อนคนที่ยกเครื่องนี่ช่วยผมมาตลอดเสียแล้ว ในขณะที่เพื่อนคนที่อยู่ข้างบนกำลังหาทางช่วยอยู่อย่างสุดความสามารถ จนสุดท้ายก็ก็เอามันเลี้ยวขวาขึ้นจนได้

แต่นี่ยังแค่ครึ่งทาง ผมสังเกตเห็นเหงื่อเม็ดเป้งๆ ผุดออกมาจากต่อมเหงื่อตรงกลางหน้าของเพื่อนคนนึง ส่วนเพื่อนอีกคนนี่เหงื่อโชกเต็มเสื้อเลย ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อนนึกว่าโดนสาดน้ำมานะเนี่ย ตอนนี้ผมตะหนักแล้วว่า ไม่ใช่เราคนเดียวที่เหน็ดเหนื่อย หรือลำบาก ยังมีเพื่อนๆ และคนอื่นๆ คอยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราอีกมาก อีกนิดเดียวก็จะถึงชั้นสองแล้ว บันไดแค่ไม่กี่ขั้น แต่ในสายตาเรามันกลับดูไกล.. เกินแรงเด็กม.๓ อย่างเราจะไปถึง ปลายทางคือชั้นสองก็ดูมืดมน หม่นหมองขึ้นมาทันตา… แต่พวกเราเลือกที่จะลุย!

ขั้นสุดท้ายแล้ว หนึ่ง สอง ฮึ่ยย…..ย ย๊ะ!!”

สุดท้ายก็มาถึงชั้นสองจนได้ จากความพยายามและร่วมแรงร่วมใจของเรา และคุณป้าคนเดิมที่คอยดันหลังผมและเพื่อนมาตลอด  มือไม้เรางี้สั่นระริก แข็งขาแทบไม่มีแรงจะทรงตัวเดินลงบันไดไป ผมพยายามดันเครื่องซีลเข้าชิดผนัง ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเม็ดเหงื่อแล้ว รับคำขอบคุณจากคุณป้าคนเดิมว่า “ยินดีเสมอครับ”  แล้วค่อยๆ เดินลงบันไดไปกินน้ำกับเพื่อน เพื่อนคนที่ชื่อ ต๋อมแต๋ม บอกผมว่า

ป้าแกเป็นคนสุรินทร์นะนั่น เห็นพูดภาษาเขมรเหนืออยู่”

ต๋อมแต๋มก็พูดได้นิ” ผมว่า

เรากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปเข็นรถเข็นคันเดิมไปส่งคืนที่สขจ. ต้องรีบหน่อยแล้ว เดี๋ยวอาพูนไทเกิดไม่รอเรา แล้วกลับไปก่อนทำไง?

———————————————————-

บางคนอาจจะสงสัยว่า “อะไรกัน จบแค่นี้เรอะ?” ผมก็จะตอบว่า “โฮ่ๆ ไม่หรอกครับ ผมไม่ค่อยจบดื้อๆ แบบนี้หรอก ต่อตอนที่สามหรอกครับ ๕๕+”

อ่านแล้วสงสัยไหมล่ะครับว่า ด้วยเหตุอันใด ผมถึงปล่อยให้หัวข้อว่างเอาไว้? มาถึงตรงนี้ผมจะเฉลยแล้วนะครับ เหตุผลที่ทำแบบนั้นก็เพราะ

อยากให้คนอ่านได้ตั้งชื่อเรื่องเองไงล่ะ!!! อ่านแล้วรู้สึกยังไง คิดว่าคำไหนเอามาใช้ถึงจะโดนใจ ก็บอกมาได้เลย  เรายินดีรับฟังทุกๆ คน

เรื่อง : เด็กชายเพียงตะวัน พุทธา

ขอขอบคุณ : รูปภาพจาก google และคำแนะนำจากอามด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: