ทะเล ทุเรียน เพื่อนๆ และผลไม้อื่นๆ ที่ระยอง

06-05-12-175319

13/06/2012

ผมอยู่หน้าจอคอมฯ อีกแล้วครับ แต่ไม่ใช่เครื่องที่ใช้อยู่เป็นประจำนะ เครื่องนั้นมันเกิดปัญหาขึ้นมานิดหน่อย ขี้เกียจซ่อม ก็เลยมาย้ายมาทำเครื่องอื่นไปก่อน นี่ทำไปทำมาก็เมื่อยล้าสายตายังไงๆ พิลึก ผมยิ่งไม่ค่อยถูกกับเครื่องปรับอากาศ และอะไรที่ต้องใช้สายตาเพ่งเล็งนานๆซะด้วยสิ ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ไม่มีแอร์ก็รู้สึกว่าดีกว่านี้เยอะ แต่เอาเถอะ เราต้องอยู่ร่วมกับใครหลายๆ คนในสังคม ข้อแตกต่างของแต่ละคนคือสิ่งที่คนรอบข้างต้องหัดทำใจยอมรับ ไม่งั้นสังคมของเราก็คงจะล่มสลายไปในที่สุด…

—————————————————-

04/06/2012

เวลาประมาณ 5 โมงครึ่ง ณ บาทวิถีด้านหลังของพระบรมรูปทรงม้า

ผมนั่งอยู่กับพ่อของผมที่ลงเพิ่งลงมาจากเขาใหญ่ จากการเดินธรรมยาตราเนื่องในวันวิสาขบูชา และวันสิ่งแวดล้อมโลก พ่อก็เล่าเกี่ยวกับการเดิน การต่อสู้กับใจตนเอง ผมรู้สึกว่าตอนนี้อาจจะยังไม่ค่อยเห็นผลเท่าไรนัก แต่ต่อไปมันคงจะกลายเป็นตำนานเลยทีเดียว เสียดายที่เรามีเวลาเพียงน้อยนิด บอกลากับพ่อเสร็จผมก็ วิ่งกลับไปที่ที่พัก หยิบกระเป๋าที่ยัดของไว้เกือบเต็มสะพายใส่บ่า แบกไปที่รถกระบะของคุณอาญาติธรรมคนหนึ่ง เพื่อนๆ รอกันเต็มหมดแล้ว “เฮ้ โอม เราไปห่อข้าวไปกินปะ เผื่อระหว่างไม่มีอะไรกินกัน” เพื่อนหนึ่งในนั้นเอ่ยปากชวน….

ย้อนไปก่อนหน้านี้เกือบครึ่งชั่งโมง หลังจากคุยกับพ่อได้สักพัก ผมกำลังจะไปช่วยเขากางเต็นท์หลังใหญ่ๆเพิ่ม เดินสวนเพื่อนคนหนึ่งเลยเอ่ยปากถาม”ทำงานไร?” “พัก” ผมงงอ้าว? ทำไมถึงได้พัก เพื่อนก็ตอบว่า “เดี๋ยวจะไปเก็บผลไม้ที่ระยอง”

ผมย้ำคำตอบของเพื่อน “ระยอง ระยอง ระยอง!!! เจ๋งเป้งไปเลยพี่น้อง ขอไปด้วยดิ นะๆ” และแล้ว.. ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ ที่มีผู้ร่วมทางเป็นผู้ใหญ่ ๓ คน ม.๓ ๖ คน ม.๖ ๕ คน รวมเป็น ๑๔ คนด้วยกัน

คุณอาญาติธรรมที่พาเราไปเป็น ผู้ปกครองของรุ่นพี่คนนึง มีศักดิ์เป็นอาของเพื่อนผมด้วย คุณอาเจ้าของสวนผลไม้ที่ระยองเล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนอาเคยทำนาที่โคราช พอได้มาอยู่กับแม่น้อยก็เลยมาดูแลสวนผลไม้ที่นี่ แต่ถ้าจะให้ไปทำนาตอนนี้ก็ยังทำได้อยู่” แกเล่าถึงความหลังครั้งวันวาน และพูดถึงคุณพ่อของคุณน้าที่มาบุกเบิกสวนผลไม้เอาไว้ก่อนหน้านี้ แล้วทิ้งไว้ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานดูแล

พอผมไปถึงบ้าน เปิดประตูรถลงมา รอบตัวก็มืดไปหมด พอเพื่อนลงมาหมดแล้ว ปรากฎว่า ข้าวเหนียวกับส้มตำที่ห่อมา ยังไม่มีใครกินเลย บอกว่ารอเพื่อนข้างหน้าก่อน จะกินก็ต้องกินพร้อมๆ กัน(ผมนั่งเบียดผู้ใหญ่อยู่ข้างหน้ากับเพื่อนอีกคนหนึ่ง) ผมรู้สึกดีที่มีคนนึกถึง มีคนห่วงใย จะได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนในรุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่ลึกๆแล้วก็เกรงใจเพื่อน เกรงใจรุ่นพี่เค้า “เราลำบากแล้ว ทำไมต้องเอาคนอื่นมาลำบากกันด้วย?” ถ้าเป็นเพื่อนกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุขน่ะถูกแล้ว แต่นี่มีรุ่นพี่ติดรถมาด้วย เกรงใจจริงๆ

ที่บ้านของคุณอาก็มีคุณย่า แก่แล้วแต่ก็ยังขยันขันแข็งอยู่ คุณลุงเป็นพี่ชายของคุณอา ดูแลบ้านและสวนผลไม้ ในยามที่คุณอาและคุณน้าไม่อยู่ที่บ้าน คุณย่ายังอุตส่าห์มีน้ำใจเอาแกงขี้เหล็กที่แช่ตู้เย็นไว้แแกมาให้กิน ครั้นเรานั่งล้อมวงกันบนโต๊ะ(เหมือนเตียงมากกว่า) กินข้าวก็ข้าวเหนียว ส้มตำที่ห่อมานั่นแหละ แกล้มผักสดที่เก็บมาเมื่อกี้นี้ จิ้มซีอิ๊วซอยพริกซอยหอมใส่ก็อร่อยเหาะ ตอนเราหิวอยู่ กินอะไรก็อร่อยหมดแหละ แหะๆ

ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน เราก็มีการประชุมแบ่งงานกันสำหรับวันพรุ่งนี้ ใครจะเก็บผัก ใครจะทำกับข้าว ใครจะเก็บผลไม้ ฯลฯ คืนนี้ผมหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ไหล่งี้เมื่อยเกร็งไปหมด เชื่อว่าเพื่อนๆผมคงจะไม่ได้เบากว่าผมไปมากนัก ผมพยายามลืมความเมื่อยล้า และข่มตาหลับลงซึ่งก็ไม่ยากนัก ผมหลับเป็นตาย แต่ต้องตื่นมากลางดึกเพราะผ้าห่มผมหาย! ไปไหนไม่รู้? คลำๆ ไปตามพื้นอย่างไร้ความหวัง แต่เกิดเอ๊ะใจขึ้นมาเลยไปคลำๆ ตัวเพื่อนดู “อ้าว! ชัดเลย สัมผัสแบบนี้มันผ้าห่มเรานี่หว่า” ว่าแล้วก็ดึงคืนมา

05/06/2012

ใครไม่รู้มาสะกิดผม ผมจึงงัวเงียลุกขึ้นมา ปลุกหมู่มวลมิตรที่ยังหมู่มวลมิตรที่ยังหลับไหล สร้างกำลังใจในเช้าวันใหม่ด้วยการล้างหน้าแปรงฟัน ใส่เสื้อนักเรียนแล้วไปดื่มน้ำสักแก้ว ประเดิมเป็นคนแรก เพื่อนๆเริ่มเดินออกมาจากบ้าน ทีละคนสองคน หน้าตาแต่ละคนนี่ดูไม่ได้เลย ไร้อารมณ์สุดๆ คงมีแต่ป้าพรตะวัน กับคุณอาและคุณน้านี่ล่ะมั้ง? ที่ยังกระปรี้กระเปร่าอยู่ไม่กี่คน ป้าพรเป็นคุรุฝ่ายพยาบาล คอยดูแลสุขภาพของทุกๆ คน ป้าพรตื่นมาแต่เช้าเพื่อเดินลมปราณหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ เห็นบอกว่าทำแล้วสุขภาพดี ตากแดดไม่ไข้ขึ้น เล่นน้ำไม่เป็นหวัด ดีจริงๆ

หยิบย่ามที่เย็บจากกระสอบปุ๋ย กระสอบปุ๋ยงอกงามของบ้านราชฯซะด้วย ทำให้ผมคิดถึงบ้านราชฯ ที่จากมายังไงไม่รู้ ย่ามแต่ล่ะอันนี่ ดูจากสภาพแล้ว เหมือนจะผ่านงานต่างๆ มาเยอะ ประสบการณ์สูง ทั้งมังคุดทุเรียนลองกองลางสาด ผ่านมาหมดแล้ว ที่ลืมไม่ได้ตือตะกร้า ตะกร้าใส่ผมไม้รูปทรงจะเป็นสี่เหลี่ยม มีเหล็กไว้รองตะกร้าที่ซ้อน กันผลไม้ช้ำ หนักประมาณ ๒.๕ กก. เรายกขึ้นรถมอเตอร์ไซค์พ่วง ที่คุณอาเรียกมันว่า “ซาเล้ง”

พอเอาของขึ้นหมดแล้ว กรรไกร คุถัง ตะกร้า ถุงย่าม บันได ไม่ลืมอะไร คุณอาก็ขึ้นควบ สตาร์ทรถ สับเกียร์แล้วบิดคันเร่ง รถก็พุ่งพรวด ทะยานออกไปข้างหน้า คุณอาหักแฮนด์รถไปทางขวาอย่างรวดเร็ว เหมือนจะดริฟท์ยังไงอย่างงั้นเลย

ส่วนเราก็เดินไปเรื่อยๆ ชมนกชมไม้ สบายใจเฉิบ สวนแห่งนี้ดูร่มรื่น น่าหาเวลาว่างมาพักผ่อนสักงีบ แต่ไม่ ไม่ได้หรอก ที่เรามาอยู่มากินมานอนที่นี่ คุณอาเค้าก็ดูแลเราอย่างดี ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง เราควรจะสำนึกในบุญคุณของคุณอามากๆ แล้วตั้งใจทำงานให้ดี ให้คุ้มกันกับที่คุณอาเค้าทำให้เรา

การเก็บลองกอง

เราไปเก็บลองกองก่อนเป็นอันดับแรก เอาบันไดที่แบกมา พาดกับกิ่งที่ใหญ่ๆ หน่อยแล้วปีนขึ้นไป จับพวงลองกองเอาไว้ แล้วก็เอากรรไกรในอีกมือหนึ่งตัดขั้วมัน เบามือ ช้าๆ อย่าให้ลูกมันหล่นลงพื้น เก็บผลไม้ต้องใจเย็น แหวกย่ามออก แล้วบรรจงวางพวกลองกองลงในนั้นเบาๆ พอย่ามเต็ม หรือหนักเกินไป ปีนต่อไม่ไหวเพราะมันถ่วงไหล่เรา ก็ค่อยๆ ยื่นให้เพื่อนที่อยู่ข้างล่างรับไป ระวังให้ดี ตกลงกระแทกพื้นไปก็เสียหายหมด หรือจะเอาเชือกเส้นเหนียวๆ ผูกกับคุถังแล้ว นำไปพาดกับเดือยกิ่งบนต้นเอาไว้ ให้เพื่อนข้างล่างจับไว้ คอยดึงขึ้นดึงลง เป็นเสมือนรอกดีๆนี่เอง จะแบบไหนก็ได้ ไม่ว่ากัน

กินข้าวเช้าเสร็จ ประมาณเกือบ 10 โมงกว่าแล้ว บางคนกินข้าวเสร็จก็ไปนอน “เวร” เลย เหมือนกับมันจะกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิตไปซะยังไงอย่างงั้น ทั้งที่แต่ละคนก็ยังหนุ่มยังสาวกันอยู่ ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยหรือ สังขารร่วงโรยก่อนวัยอันควรสักหน่อย แต่ก็เอาเถอะ ที่ผมไม่ยอมสยบให้กันความหลับใหลและโลกแห่งความฝันก็เพราะ ผมกินข้าวอิ่มเกินไปหน่อย เลยถือโอกาสที่ว่างๆ ไม่มีใครให้คุยด้วย ไปเดินดูรอบๆ บ้านของคุณอา

บ้านของคุณอาเป็นบ้างหนึ่งหลังชั้นเดียว มีศาลาติดๆ กันอยู่หลังหนึ่ง เมื่อคืนพวกเราก็นอนเบียดๆ กัน แต่ก็หลับสบายเป็นที่สุด ส่วนห้องครัวกับห้องน้ำก็แยกไปอีกฝากหนึ่ง ห้องครัวเป็นแบบที่ใช้เตาฟืนในการประกอบอาหาร แต่ดูสะอาดสะอ้าน ผิดจากครัวเตาฟืนในที่อื่นๆ ซึ่งจะรกเละเทะ และเต็มไปด้วยขี้เถ้า และคราบเขม่า กะจะเดินไปเรื่อยๆ แต่ด้วยความไม่ชำนาญในเส้นทาง และกลัวจะมาหลงป่ากลางดงทุเรียน เลยกลับมานั่งตากพัดลม อ่านหนังสือเล่นดีกว่า รอเวลาทำงานรอบต่อไป เห็นว่าตอนบ่ายจะไปเก็บทุเรียนล่ะมั้ง

การเก็บทุเรียน

เราเอาบันได และไม้ไผ่ลำเรียวๆ ยาวๆ ไป ที่ปลายไม้ไผ่ติดคมมีดไว้อยู่เป็นมีดที่มีเดือยยื่นออกมาด้านข้าง คมทั้งสองด้าน เรียกได้ว่า จะกระแทกก็หล่น จะกระชากก็ร่วง เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านโดยแท้ ไปที่ต้นทุเรียนต้นแรกหลังบ้านก่อน เห็นลูกทุเรียนอยู่ ๓-๔ ลูก โชยกลิ่นหอมหวลชวนให้หิวทั้งๆ ที่เพิ่งจะกินข้าวมาหยกๆ คุณอาก็ควบซาเล้งคันงามไปจอดรออยู่ใกล้ๆ ผมเอาบันได้พาดกับกิ่งที่ดูแข็งแรง แล้วจับไว้ให้มั่น เพื่อนขึ้นไปถือมีอปลายไม่ไผ่ ยื่นใบมีดเข้าไปที่ปลายขั้ว เล็งให้ดี แล้วกระแชกอย่างแรง ทรงตัวไว้ ระวังเราจะร่วงลงไปด้วย กะให้คนข้างล่างรับด้วยกระสอบป่านได้

ตุ้บ!……….ตุ้บ! ตุ้บ! เสียงที่ดังและหนักแน่น แว่วเข้าโสตประสาทเป็นระยะๆ ผมชักจะชอบเสียงนี้แฮะ มันตึ้บๆ ดี

“ระวังนะ เกิดสอยแล้วมันร่วงใส่กิ่งที่เรายืนอยู่ บางทีมันก็จะกลิ้งมาหาเรา ถ้าไม่โดดหลบลงมาข้างล่าง ก็โดนไปเต็มๆ แล้วเวลาวางมีด ต้องหาที่วางดีให้ดีๆ นะ เดี๋ยวมันเกิดไหลลงมาหาเราล่ะก็นิ้วแหว่งเลนนะ” คุณอาเตือนเพื่อนผมเกี่ยวกับความเสี่ยงในอาชีพ

“เวลาเอากระสอบมารับ ก็แค่จับกระสอบไว้ให้ดี กะจังหวะที่ลูกทุเรียนมันจะหล่นลงมาให้ดี แล้วก็เหวี่ยงกระสอบไปรับ แต่ถ้ามันอยู่ไกลเกิน หรือไม่ได้จังหวะก็อย่าไปรับ  เดี๋ยวเกิดพลาดขึ้นมาล่ะก็ไม่คุ้มกัน” คุณอาบอกเพื่อนผมอีกคน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้คุณอาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย

“พ่อครับ ต้นนี้มันสูงเกินไป ผมขึ้นไม่ไหว” เพื่อนผมเรียกคุณอาว่า พ่อ ตามประสาคนอีสานที่อยู่กันแบบครอบครัวแม้จะไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดแต่อย่างใด

“โอ้ย กิ่งนี้แหละพ่อขึ้นทุกปี! อยากให้ลูกหลานได้แสดงความสามารถก่อน” แต่ในเมื่อไม่มีใครอาสา คุณอาก็ต้องลุยเอง “มาสอยทุเรียนจะมาเซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ได้นะ ต้องดูต้องแหงนมอง เดี๋ยวมันหล่นลงใส่หัวหล่ะก็เจ็บ”

“กะโหลกเบะ…” ผมเสริม

This slideshow requires JavaScript.

ตอนเย็น

เราจะเล่นน้ำทะเลกัน แต่ละคนดูกระตือรือร้น ต่างจากตอนทำงานโดยลิบลับ หากเราทำให้งานมันน่าสนุกเหมือนการเล่นของเด็กก็คงจะดีไม่น้อย เราเอามังคุด ลองกอง เงาะ ใส่คุไปอย่างละหนึ่งคุ น้ำดื่มหนึ่งกระติก กระสอบอีกหนึ่งใบไว้ใส่เปลือกผลไม้ คุณอาอาสาขับรถไปส่งให้

รุ่นพี่คนที่ทำกับข้าวขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย ถือถาดผัดซีอิ๋วมาด้วย แต่ละคนนี่กินกัน…. มันมาก ดูเหมือนแร้งลงยังไงอย่างงั้นเลย มีแต่ผมนี่หล่ะมั้ง ที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเค้าสักเท่าไรนัก นี่ก็เอาสมุดเล่มเล็กๆ มาด้วย กะจะมานั่งตากลมทะเลให้เหนียวตัวเล่น เขียนบันทึกไป ดูเพื่อนเราเล่นน้ำไป หาวาดรูปนู่นบ้างนี่บ้าง

ถึงจะคิดไว้อย่างนั้น แต่พอนั่งรถไป สังเกตเห็นป้ายบอกระยะทาง “หาดแม่พิมพ์ 1 กม.” ผมก็เริ่มนึกถึงความหลังครั้งยังเด็ก ที่พ่อแม่พาผมและน้องไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ ตอนนั้นผมน่าจะหาอะไรมาเป็นเครื่องช่วยรักษาความทรงจำไว้สักหน่อย น่าเสียดายวันเวลาที่ผ่านไป ว่าจะรู้ว่ามันมีค่าสำหรับเราแค่ไหนก็กลบเป็นอดีตไปซะแล้ว

รถของคุณอา เเล่นไปตามถนน ผ่านตลาดตอนเย็น ผ่านร่มต้นไทรใหญ่ที่แผ่ร่มเงาปกคลุมทั่ว พอเลี้ยวโค้งข้างหน้านี้เสร็จ เจอทะเลกระทันหัน เหมือนเราหลุดออกมาจากอะไรสักอย่างแล้วมาเจออะไรที่บอกไม่เป็นเหมือนไร บรรยากาศของทะเลเมืองไทยโชยมาทันที ลมเย็นๆ พัดมาพาให้เหนียวเหนะหนะไปทั้งตัว แต่วันนี้ร้านรวงอะไรปิดหมด คนก็ไม่ค่อยมี เหมือนเราไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ที่ไม่มีคนแปลกหน้า ผมอาจจะไม่ตื่นจากความเพ้อฝันอันนี้ก็ได้ ถ้าหากไม่เห็นขยะที่กองไว้แถวๆ นั้น ส่งกลิ่นท้าทายจมูก รู้สึกนรกกับสวรรค์จะใกล้กันนิดเดียว (โบราณเค้าก็ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ”)

ผมเล่นน้ำแค่แป๊ปเดียวก็ขึ้นฝั่งมานั่งกินผลไม้ ลองกอง มังคุด กินมันหมด ซักพักเพื่อนๆ ก็ตามมาถ่ายรูปด้วยกัน ผมนึกถึงเพื่อนๆ ที่ต้องอยู่ร่วมงานอโศกรำลึกที่ลานพระบรมฯ น่าจะได้มาด้วยกันทั้งหมดเลย แต่ก็นะ ใครได้รับหน้าที่ตรงจุดไหนก็ทำมห้เต็มที่ และอย่าไปแทรกแซงงานของคนอื่น หากเขาไม่ยินยอม

คืนนี้เราคุยกันไว้ว่าพรุ่งนี้จะต้องทำงานให้เต็มที่ “เต็มจริงๆ นะไม่ใช่เต็มเล่นๆ วันนี้เราเล่นมากพอแล้ว ต่อไปต้องตั้งใจทำงานบ้าง” พวกเราบางคนโดนเทศน์ ทำนองนี้จนจะท่องตามได้อยู่แล้ว หวังว่ามันคงจะเข้าหัว หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจภายในบ้างน่ะนะ

06/06/2012

สุภาษิตเกาหลีบอกเราว่า “การทำงานคือดอกไม้ของชีวิต” ซึ่งไม่ว่าคนอื่นๆ จะว่ายังไง ผมก็ยังคงเห็นด้วยกับประโยคที่ว่ามานี้ เวลาไหนที่ผมทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำ ก็จะรู้สึกดีเสมอ อย่างน้อยก็ยังทำให้เห็นว่าเราก็ยังมีคุณค่า มีความสามารถอยู่บ้าง แต่บางเวลาที่ขี้เกียจ ไม่ไปทำงาน หรือแอบหนีไปนอนกลางวัน ถึงจะสบายๆ ได้ทำตามใจ(หรือเรียกอีกอย่างว่า “สนองกิเลส”) แต่ไม่ได้รู้สึกดีเหมือนทำงาน การฝืนใจตนเอง ถ้าเราขี้เกียจก็พยายามฝืนตนเองขยันขึ้น ถ้าเราชอบนอนกลางวันก็หาอะไรทำ ฝืนตนเอง จะลงแดง หรือชักดิ้นชัดงอตายไปเลยก็ให้รู้ไป!

เก็บมังคุด

เช้านี้เราจะไปเก็ยมังคุดกัน การเก็บมังคุดจะมีไม้สอยสำหรับการนี้โดยเฉพาะ เห็นที่อื่นเค้าจะเอาไม้ไผ่มาบากให้เป็นซีกๆ แล้วสานเชือกเหนียวๆ ขัดเอาไว้ ให้ปลายมันบานออก แต่ที่นี่เห็นคุณอาทำมันเป็นห่วงติดอยู่ตรงปลายไม้ แล้วเย็นถุงผ้าหรือตาข่ายรองเอาไว้ เวลาสอยมังคุดจะไม่ไม่หล่นลงพื้น ถ้าหล่นลงพื้น หรือกระแทกกับอะไรสักอย่างเข้า เปลือกมันแข็งก็จะแข็งตัว ถึงขนาดที่ว่าปาหัวหมาน่าจะแตก กินยาก ไม่ค่อยอร่อย แถมขายไม่ออกด้วย

ผมทำงานร่วมกับเพื่อนอีกหนึ่ง เราทำงานกันเป็นทีม เพื่อนผมอาสาปีนต้นไม้ ผมรออยู่ข้างล่าง คอยมองหา สอย รับย่ามที่เต็มไปด้วยมังคุดจากเพื่อนข้างบน แล้วเอาไปเท ไม่ๆ เอาไปวางที่ตะกร้าใส่ผลไม้ที่เราคุ้นเคย ช่วยกันทำแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะผลมังคุดส่วนใหญ่จะอยู่โดดๆ ตามยอดกิ่ง ปลาบใบ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่อยู่กันเป็นกลุ่มๆ บางผลก็ยังเขียวๆ อยู่ มองยาก บางทีอยู่ใกล้เกินเอื้อม แต่เราไม่สังเกตเห็น (เดินๆ มุดตามใต้ต้น เอาหัวไปชนกับมังคุดก็มี มองไม่เห็น)

บางทีผลมังคุดอยู่ก็อยู่ยอดสุด นี่คือคำตอบของความสงสัยที่ว่า ทำไมต้องตั้งตนเป็นศัตรูกับแรงโน้มถ่วงของโลก แล้วเสี่ยงอันตรายขึ้นไป แต่จากประสบการณ์ระดับเทพแล้ว ขึ้นไม่ยากหรอก เพราะต้นมังคุดมีลักษณะตั้งตรง แล้วมีกิ่งแผ่ออกมาเหมือนเป็นขั้นบันได ปีนได้ง่ายๆ เอามือเหนี่ยวไว้ให้ดี ไม่เผลอปล่อยก็ไม่ตกแล้ว อีกอย่างที่ผมแปลกใจคือ กิ่งมันก็เท่าแขนผมเองนะ(เด็ก ม.๓) ผมก็ลองขยับไปยืนอยู่ปลายกิ่ง กิ่งมันก็โน้มลงตามน้ำหนักที่รองรับไว้ มันโน้มลงจนผมคิดเอาเองว่า มันต้องหักดังเป๊าะแน่ๆ แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่หักซะที น้ำหนักผมรวมกับมังคุดในย่ามรวมกันคงเกือบ ๗๐ กว่ากิโลฯ ผมขยับเท้าไปหาปลายกิ่งเรื่อยๆ มันก็โน้มลงจนโก่งมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ยังอุตส่าห์ลองกระโดดดูนิดๆ มันก็ยังไม่หัก เหนียวจริงๆ ผมรีบดึงเท้าไปที่กิ่งอื่นทันที เมื่อได้ยินเสียงไม้แตกดังแกรก.. .. . น่าหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน ตกลงไป ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตหรอก

ช่วงสองสามวันมานี้ ผมรู้สึกว่า สบายกว่าไปอยู่ที่ลานพระบรมรูปฯ มากเลย เพราะว่าที่นี่นี่ที่หลับที่นอนก็มีให้พร้อมอย่างดี ยุงสักตัวไม่มีมา อาหารการกิน เรามีทั้งมาหมอยาประจำหมู่บ้าน ทั้งแม่ครัวมือฉมัง ทุ่มเทเวลาเกือยทั้งวันไปกับการปรุงสำรับทำกับข้าว มาให้พวกเรากินกัน แต่ละมื้อนี่… ไม่ได้ลิ้มลองแล้วจะเสียใจ ผมจะเป็นคนที่กินเสร็จคนสุดท้ายเกือบตลอดทุกครั้ง ที่เล่นนี่ก็เพิ่งจะปั้นข้าว บาดแจ่ว(น้ำพริก) ถ้วยสุดท้ายอยู่เมื่อกี้

พอกินกันเสร็จหมอแล้ว พวกเราจะแบ่งกันทำหน้าที่แต่ละอย่าง ใครรับผิดชอบตรงไหนไม่ให้บอก คนนึงล้างจาน คนนึงเก็บครัว คนนึงเช็ดสาด เก็บเศษอาหาร คนนึงกวาดพื้น รู้สึกว่า ผมและเพื่อนผู้ชาย จะติดนิสัยกินเยอะมาจากบ้านราชฯ กินทีสองสามจานขึ้นไป(เอ๊ะ! หรืออาจจะเป็นแค่ผมคนเดียว)

หลังมื้อเช้าวันนี้ ผมพยุงท้องอันหนักอึ้ง ที่กำลังทำหน้าที่ ย่อยอาหารของมัน มาล้างจานที่กะละมัง ที่เราเตรียมไว้ตั้งแต่ต้น ระหว่างที่กำลังล้างจานอย่างมันมือนั้น ก็แว่วได้ยินรุ่นพี่ผู้หญิงคนที่ตัวเตี้ยกว่าผมหน่อยนึง เปรยๆ กับรุ่นพี่อีกคนที่เป็นเพื่อนกันว่า “กินไม่ค่อนอิ่มเลยเนอะ…”  เท่านั้นแหละ ผมชะงักทันที อึ้งไปเลย พี่เค้าคงไม่ได้ตั้งใจให้เราได้ยิน แต่เราก็ดันเข้าไปได้ยินจนได้ ในวงกินข้าว พี่เค้าคงเอาความเป็นเป็นรุ่นพี่เป็นตัวตั้ง ตัดสิน ใจว่า “ลุกเหอะ น้องๆ จะได้กินอิ่มๆ”

ผมเอาจานที่เพิ่งจะล้างเมื่อกี้ ไปคว่ำตรงตะกร้าหน้าห้องครัว และเริ่มกลับมาคิดทบทวนตนเอง ผม…กินเยอะ…. กอบโกยเข้าหาตนเองจนมากเกินความพอดี ส่วนแบ่งที่เหลือให้คนรอบข้าง และมนุษยชาติจึงลดถอยน้อยตามลงไปด้วย ผมนึกถึงคำคมของ มหาตมะคานธี ที่ว่า

….โลกมีทรัพยากรเพียงพอ ที่จะแบ่งปันให้แก่ มนุษย์ทุกคน ที่จำเป็น….

….แต่ไม่มีพอ ที่จะสนองความโลภ ของคนแม้คนเดียว….

ผมเสียที่ได้ทำตนเองลงไปแบบนั้น ถึงจะเป็นไปด้วยความเคยชิน และโดยที่ไม่รู้ตัวก็ตาม แต่ทำอย่างนี้ก็ถือเป็นการเบียดเบียนคนอื่นๆ ทางอ้อมไปด้วย ถ้าเกิดพี่เค้ากินข้าวไม่อิ่ม ก็ไม่มีแรงที่จะเหนี่ยวกิ่งมังคุดไว้ให้แน่น เลยเผลอมืออ่อนเท้าอ่อน พลัดตกลงมาโหม่งโลก สมองส่วนกลางได้รับความเสียหายร้ายแรงจากการกระทบกระเทือน โชคดีที่นำตัวส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดทันท่วงที แต่ก็เพราะกินข้าวไม่อิ่ม ถูกความหิวโหยถั่งโถมเข้าใส่ เลยไม่มีแรงพอจะต่อสู้กับบาดแผล และความเจ็บปวดที่ได้รับ สุดท้ายก็…. เป็นยังไงผมไม่อยากจะคิด

เหตุการณ์ข้างต้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกแห่งจินตนาการใบที่สองของผม ถ้ามันเกิดขึ้นในชีวิตขึ้นมาจริงๆ ทั้งชีวิตผมคงจะหาสิ่งใดลบล้างความรู้สึกผิดนี้ไม่ได้ ก่อนจะกินข้าวทุกมื้อ คงจะมีเรื่องนี้ตามมาหลอกมาหลอนในมโนภาพ และยังวนเวียนอยู่ในความคิด…… ต่อผมต้องประมาณในการกินให้มากกว่านี้

ทุกๆ คืน ก่อนจะแยกย้านกันไปพักผ่อน ก็จะมีการมานั่งล้อมวงคุยกัน วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากทุกคนทำภารกิจส่วนตัวต่างๆ เสร็จแล้ว เราก็มานั่งคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ก่อนเราจะกลับไป จะช่วยกันทำความสะอาดที่พัก บ้านให้คุณอา ให้เหมือนพวกเราไม่เคยได้มาเหยียบย่ำที่นี่เลย ทั้งกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้าห่ม ปลอกหมอน ขัดห้องน้ำ ล้างคอห่านโถส้วม เคลียร์ห้องครัว แบ่งงานกันตั้งแต่คืนนี้แหละ พรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องยุ่งยาก มานั่งคุยกันตอนเช้าอีก

สามทุ่มกว่าแล้ว เป็นเวลาที่เราจะต้องปิดไฟนอน แต่เพื่อนบางคนนังอุตส่าห์มีอารมณ์สุนทรี ออกไปนั่งเขียนบันทึกประจำวันอยู่ที่ศาลาให้ยุงตอมเล่น

“นี่ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่ตีสองนะ รีบนอนกันได้แล้วลูก…” ป้าพรตะวัน พูดด้วยความเป็นห่วง สัมผัสได้ง่ายๆ กับน้ำเสียงที่แสดงความหวังดี แม้ป้าพรฯ จะงานยุ่งแค่ไหน ก็อุตส่าห์หาเวลามาดูแลเราชาวสัมมาสิกขาเสมอมา

“ถ้าพรุ่งนี้ไม่ตื่น มาทำสลืมสลือนี่จะจัดการเลยนะ!” คราวนี้เป็นคำสั่งแฮะ แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของความหวังดีปนๆ กันมา เพื่อนๆ จึงยอมทำตามแต่โดยดี

07/06/2012

ใครไม่รู้มาสะกิดที่ตัว ผมจึงยันกายขึ้น ควานหานาฬิกาขึ้นมาดูเวลา แล้วฉวยแปรงฟัน กับหลอดยาสีฟันไปที่อ่างล้างหน้า เข้าห้องน้ำห้องท่าเสร็จแล้วก็ไปปลุก เพื่อนผู้ชายที่ยังคงหลับไหลอยู่ แล้วผมก็ไปช่วยรุ่นพี่ที่ทำความสะอาดรออยู่ก่อนแล้ว

รู้สึกผมจะทำโดยที่ยังละเมออยู่มั้ง ถึงจำอะไรไม่ค่อยได้เลย พองานผมเสร็จก็เดินช่วยคนนู่น ช่วยคนนี้ไปเรื่อยๆ เก็บของๆ เราทั้งหมดเข้าเป้ ผ้าที่ตากไว้ยังไม่ทันแห้งก็ใส่ถุงพลาสติกไว้ก่อน

เวลาประมาณตีสามสิบห้านาที เอาสัมภาระส่วนตัวขึ้นบนรถหมดแล้ว ป้าพรฯ พาเรากล่าวขอบคุณคุณอา คุณน้า คุณย่า และคุณลุง พวกเราแนะนำชื่อของตัวเอง และจังหวัดที่เราจากมา คุยกันไปเรื่อย ผมจำได้ ในตอนนั้นคุณลุงดูใจดีเป็นพิเศษ ผิดจากวันสองวันก่อนที่ ดูเงียบขรึม

“เราก็ ซาบซึ้งในพระคุณเนอะ ก็…ดูแลเราอย่างดี เหมือนมาญาติสนิท…  ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น” ป้าพรเป็นคนพูด ซึ่งเราก็ไม่มีรู้สึกต่างกันมากนัก

“ก็ขอบพระคุณพ่อสาย แม่น้อย ลุงประสิทธิ์ คุณย่าด้วย แก่แล้วก็ยังขยันอยู่…” เราซาบซึ้งในพระคุณจริงๆ ที่ผ่านมาเราก็เหมือนมาเที่ยวมากกว่า มากินมานอน ได้เล่นน้ำทะเลอีกต่างหาก ทำอะไรเสียหาย ผิดพลาดไปตั้งเยอะ คุณอาก็ยังยิ้มรับและใจกว้างแก่พวกเราเสมอๆ

เราก้มลงกราบคุณอาคุณน้า คุณย่า และคุณลุงพร้อมๆกัน ผมและผู้ชายให้นั่งเบียดกันบนรถกระบะของคุณอาที่ขนผลไม้ กว่าจะถึงกรุงเทพฯ คงเมื่อยน่าดู ส่วนรุ่นพี่ผู้หญิงได้้นั่งรถตู้ไปอย่างดี ตอนที่นั่งรถอยู่สงสารเพื่อนอีก ๔ คนที่นั่งอักกันในแค็ปข้างหลัง หลับบ้าง ตื่นบ้าง บางคนก็ละเมออยู่ปน่อยๆ แต่ก็พอไปได้ จะเกรงใจก็แต่คุณอานี่สิ ตื่นมาตั้งแต่ตีสอง ตีสามแล้วยังต้องมาถ่างตาขับรถอีก เอาชีวิตของพวกเราเป็นประกัน

คุณอาแกเล่าว่า  “ผลไม้ที่เก็บมานี้ ส่วนหนึ่งจะแบ่งไปขายให้คนที่มาซื้อของ เพราะว่าจะได้เป็นการทำบุญไปในตัว และพ่อท่านก็บอกว่า เอามาขายขาดทุนนี่แหละ คนเขาจะได้รู้จักเรามากขึ้น การเผยแผ่ศาสนานี่มันต้องลงทุน”

คุณอาเลือกใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ ซึ่งเร็วกว่าทางธรรมดามาก ถึงแม้จะเสียตังค์บ้างเป็นระยะๆ “พ่ออยากไปให้ทัน ๖ โมง จะได้เอาไปขายใเร็วๆ เค้าจะได้มาซื้อไปใส่บาตรได้ทัน ว่างั้นนะ” คุณอาพูดน้ำเสียงจะออกเหน่อๆ หน่อย ก็เป็นคนโคราชนี่นา

คุณอาแวะปั๊มน้่ำมัน จอดรถหน้าห้องน้ำ ให้ผมและเพื่อนลงไปทำภารกิจส่วนตัวเป็นระยะๆ อยู่บนรถคุณอาก็เกิดวิทยุฟังไปเรื่อยๆ ผมสัปหงกจะหลับแหล่มิหลับแหล่ ฟ้ามาสว่างอีกทีก็ก็เห็นตึกใบหยกแล้ว บรรยากาศเมืองกรุง ตึกรามบ้านช่อง รถราขวักไขว่ผู้คนมากมาย คล้ายดั่งละครน้ำเน่าในจอแก้ว มุ่งมั่นขยันทำงานหนัก เพื่อสิ่งใดกัน เงินตรา ชื่อเสียง เกียรติ หรือเพื่อความอยู่รอดกันแน่?  สังคมทุนนิยม ที่ที่ เงินตราคือพระเจ้า คนรวยเหมือนเทวดา คนจนเหมือนหมา…ข้างถนน ความเหลี่ยมล้ำของสังคม ชนชั้น ผมเห็นแล้วค่อนข้างสลดใจ เดินๆ ไปน้ำสักแก้วยังไม่รู้จะขอได้ไหม?

รถกระบะของคุณอาพาผมกลับมาที่ยี่ ที่ลานพระบรมรูปฯ ที่ที่มีหมู่กลุ่มชาวอโศก มาร่วมกันจัดงานอโศกรำลึกขึ้น ผมและเพื่อรรีบลงจากรถและยกเข่งผลไม้ลงอย่างรู้หน้าที่ แต่ทุเรียนที่ต้องระวังหน่อย ถ้าจับไม่ดีมันก็ร่วงหลุดมือไป ร่วงไปอย่างเดียวไม่พอมันดันร่วงใส่หัวแม่ตีนด้วยนี่สิ เล็บหลุดเลยล่ะมั้ง?

ผลไม้ส่วนหนึ่งเราขนไปที่โรงครัวชั่วคราวของกองทัพธรรม เพื่อให้ พี่น้องเราได้กินได้อาศัยกัน ผมเอาเป้ลงจากรถ ไม่ลืมที่จะหยิบถุงพลาสติดที่ใส่ผ้าเปียกมาด้วย ผมกล่าวขอบพระคุณคุณอาและคุณน้า แล้วรีบวิ่งตามเพื่อนไป..

—————————————————

การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางไม่กี่ครั้งในเทอมแรกของผม ซึ่งเป็นการเดินทางที่ผมคงจะจดจำไปอีกนาน ไว้มาระยองอีกครั้ง ผมจะได้แวะมาหาบ่อยๆ

เรื่อง : เด็กชายเพียงตะวัน พุทธา ม.๓

ขอขอบคุณ : คุณอา คุณน้า คุณย่า และคุณลุงผู้ดูแลสวน

อามดถึงดิน สำหรับคำแนะนำ

ป้าพรตะวัน สำหรับยาดีสูตรนั้น บาดแผลผมหายเป็นปลิดทั้ง

และเพื่อนที่อุตส่าห์กำชับผมให้รีบเขียนเร็ว

ขอบขอบคุณจากใจครับ

Comments
One Response to “ทะเล ทุเรียน เพื่อนๆ และผลไม้อื่นๆ ที่ระยอง”
Trackbacks
Check out what others are saying...
  1. […] ตอนเย็นๆ ผมเห็นเค้าจะไปเก็นผลไม้ที่ระยองกันครับ เลยขอไปด้วย ไปค้างที่นู่นอยู่สามคืน ก็สนุกดี ผมจะเอามาเขียนเล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งทีหลัง ติดตามดูได้ที่นี่เลยครับ […]



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: