ค่ายรับขวัญ วันเปิดเทอม

ค่ายรับขวัญ วันเปิดเทอม

20/05/2012

ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมฯที่สว่างจ้า มองไปมองมาเหมือนจะแสบตา ตอนแรกๆ ก็กำลังเก็บเกี่ยวดอกทานตะวันจากต้นที่กำลังจะแห้งตาย ด้วยน้ำมือของมัจจุราชที่ชื่อ กาลเวลา แต่พี่เต๊าะแต๊ะก็มาเรียกไปเขียนเรื่องลงเว็บบล๊อกอีกแล้ว เพิ่งจะเปิดเทอมมาใหม่ๆ แท้ๆ

——————————————————

13/05/2012

ผมนั่งรถสายอุดรฯ-อุบลฯ มาลงที่บขส. ตัวเมืองอุบลฯ แล้วต่อตุ๊กๆคันงาม ไปลงที่อุทยาน แล้วนั่งรถญาติธรรมมาลงที่บ้านราชฯ แวะร้านค้าชุมชนที่โรงปุ๋ยพลังชีวิต แล้วเดินไปกินข้าวเย็นที่โรงครัว บรรยากาศบ้านราชฯ ก็เดิมๆ อาจมีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปบ้างเป็นธรรมดาของโลก นั่งกินข้าวกับเพื่อนๆ ที่หายตาหายตากันไปนาน แต่ละคนหน้าตาอย่างกะดาราเกาหลี มีเพื่อนผมคนนึง ตัดผมทรงนายจันทร์หนวดเขี้ยว เห็นเด่นมาแต่ไกลเชียว

ไม่นานนักรุ่นพี่ก็เรียกรวมตัว ผมยังไม่ทันจะได้เก็บเป้หรือเข้าที่พักเลย ตอนแรกก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า “เฮ้ย เราเพิ่งจะเดินทางมาถึงนะ สมควรได้พักดิ” แต่พอคิดไปคิดมา “เรานี่ก็บ้า เพิ่งจะกลับมา ก็ต้องรวมตัวให้เพื่อนเห็นหน้าสิเพื่อนสิ ถึงจะถูกต้อง” คิดได้ดังนั้น ผมวางกระเป๋าลงแล้ววิ่งไปแตะไหล่เพื่อน เพื่อนเราคงจะมาครบกันทุกคนแล้ว น่ากลัวว่าเราจะกลับมาเป็นคนสุดท้ายจริงๆ

สิ่งที่เราทุกคนได้ทำก็ คือ แบ่งกลุ่มกัน เพื่อที่ในวันพรุ่งนี้เราจะเริ่มการเข้าค่าย “รับขวัญ วันเปิดเทอม” จุดประสงค์ของค่ายนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการปรับตัวเองให้เข้ากับระบบ และวิถีชีวิตแบบติดดินเดิมๆ จากที่เราเหล่านักเรียนได้ออกไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยมมานาน เหมือนม้วนกระดาษที่มันงอไปทางซ้าย ถ้าเราดัดไปทางด้านขวา กระดาษมันก็จะกลับกลายเป็นตรงเหมือนเดิมนั่นเอง

ผมได้อยู่กลุ่มสีเหลือง พ้าพันคอแจกนักเรียนนี่ แต่ละผืนถูกรีดอย่างเรียบร้อย ดมดูมีกลิ่มหอมของน้ำยาซักผ้าอยู่นิดๆ นึกสงสัยว่า “ใครกันนะ ที่ทำถึงขนาดนี้” มารู้ทีหลังว่า ป้าผั่งบุญ เป็นคนทำเองทั้งหมด ป้าเป็นคุรุบ้านราชฯ คนหนึ่งที่ผมและเพื่อนนับถือมาก ทำอะไรทุ่มเทตลอด ที่นั่งซัก นั่งรีดผ้าพันคอให้นักเรียนทั้ง 157 คนก็สุดยอดแล้ว แต่บางก็เอาไปใช้แล้วไมาดูแล ทิ้งๆ ขว้างๆ น่าเสียดายแทนป้าจริงๆ

14/05/2012

วันนี้ผมตื่นมาด้วยความงัวเงียครับ หากไม่ใช่ท่านสมณะที่มาปลุกผมก็คงไม่ตื่นให้ง่ายๆ หรอก ช่วงเรา(กลุ่มสีเหลือง)ก็ได้ไปกรอกข้าวใส่ถุงที่โรงสีข้าวชุมชน แค่กรอกข้าวใส่ถุง ชั่งกิโล ปิดปากถุงแล้วเอาใส่กระสอบตั้งเรียง เป็นงานที่ง่ายๆ ง่ายมาก แต่ต้องลงรายละเอียดเยอะหน่อยนึง บางคนทำเอาๆ บางคนก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่บางคนก็ไม่ทำอะไรเลย เอาแต่เล่นกัน เมฆที่ปกคลุมน่านฟ้าในวันนี้ก็ช่วยเสริมบรรยากาศให้น่านอนขึ้นเยอะ แต่ทำไปทำมาก็ทำผิดพลาด ต้องเริ่มเอางานที่ทำแล้วมาแก้ แค่นั้นแหละ เราหมดอารมณ์ทันทีเลย แต่ก็แก้งานที่ผิดพลาดไป ด้วยห่อเหี่ยว

แม้เราทุกคนจะรู้ว่า “ฝืนไว้…ได้กำไร    ตามใจ…ขาดทุน” แต่เราก็ยังรู้สึกขยาดการฝืนใจตนเอง ในขณะที่กำลังฝืนอยู่นั้นบางทีก็อยากจะร้องไห้ขึ้นมาเลยทีเดียว แต่หลังจากเราได้ฝึก ได้ฝืน แล้วนั้น ใจเราจะรู้สึกเบาสบาย เป็นปลื้ม และถ้าหากเราต้องมาทำงานแบบนี้อีกครั้งเราก็จะทำได้โดยไม่ต้องฝืนให้มันยากอีก

ในทางกลับกัน ในตอนที่เราเกิดความอยากขึ้นมาแล้วทำตามใจที่มันอยากนั้น แม้เราจะรู้พอใจระหว่างที่ทำ แต่พอทำเสร็จแล้ว กลับรู้สึกว่าใจมันยุ่งว้าวุ่น ไม่สงบ เหมือนปมเชือกที่ยิ่งแก้ยิ่งแน่นขึ้น และแน่นขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่รู้วิธีแก้ที่ถูกต้อง

ถ้ามีคนถามผมว่า “อยู่ในบ้านราชฯ นี่ต้องฝืนตนเอง แล้วอยากไปอยู่แบบสบายๆ ไหม?” ผมตอบว่า “อยากนะ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจริงๆ อยู่ในบ้านราชฯ นี่แหละน่าจะเหมาะแล้ว สำหรับอนาคตล่ะก็นะ”

15/05/2012

วันนี้เป็นณาปนกิจศพของคุณป้าดาวเพชร ซึ่งคุณป้าเป็นชาวชุมชนคนหนึ่งที่ทุ่มเทกับการพัฒนาชุมชน มีการมีงานอะไรไปช่วยหมด แต่ได้ยินชื่อแล้วผมนึกหน้าไม่ค่อยออกแฮะ น่าเสียดายที่วันนี้ผมต้องไปเรียนรู้ฐานงานนอกสถานที่ ก็เลยไม่ได้อยู่ร่วมงานของป้าเค้าเลย

ที่ๆ เราจะไปกันคือ “สวนใสม่วน” (ชื่อเก่าว่า “สามยาย” เพราะมียายสามคนเป็นเจ้าของ พอไปขอชื่อสวนนี้ใหม่กับ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ก็ได้ว่า “สวนใหม่ ก็ ใสม่วน ไง 55+”)ไปที่สวนนั่นด้วยกันสามกลุ่ม กลุ่มสีเขียวอ่อนไปดายหญ้าข้างในนู่น  กลุ่มสีเขียวเข้มใส่ปุ๋ยอยู่ข้างหน้าสวน ส่วนเราสีเหลืองไปใส่ปุ๋ยต้นไม้ที่สวนวัยพลัง เป็นสวนผลไม้ตามฤดูกาล อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว แต่ก่อนที่ผ่านมาไม่ค่อยจะมีคนดูแล ผลผลิตก็ตามมีตามเกิด แต่ปีนี้เราเอาจริง ปีหน้าได้กินแน่นอน

เราได้ใส่ปุ๋ยรอบโคนต้นไม้ ระหว่างใส่ก็พยายามสอดส่ายสายตา มองหาผลหมากรากไม้ที่ยังอยู่บนต้น แต่รู้สึกว่ากลุ่มที่มาตั้งแต่เมื่องานคงจะเก็บเกี่ยวกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็อีกนั่นแหละ แม้เราจะรู้ว่า จิบจุบผิดศีล ไม่ดี สร้างนิสัยเสียให้กับตัวเราเอง แต่เราก็ยังมีความอยากเล็กๆ อยู่บ้าง “จะไม่กินก็ได้ แต่ถ้าได้กินก็จะดีกว่า” บางคนก็คิดแบบนี้มั้ง เพราะยังไม่เห็นถึงผลเสียอย่างชัดเจนของการกินจุบจิบ ผมนึกถึงคำของท่านสมณะที่เคยเทศน์ให้เราฟังอยู่เสมอว่า “กระเพาะอาหารของคนเราเนี่ย มันก็เหมือนกับโรงสีข้าว ยิ่งเราเอาข้าวเข้าไปสีมากเท่าไร เครื่องมันก็ยิ่งทรุดโทรมลงมากเท่านั้น ยิ่งสีบ่อยก็ยิ่งเสียง่าย…”

พอทำงานใกล้จะเสร็จ รุ่นน้องม.1 ม.2 ก็นั่งพักกันหมดแล้ว เหลือแต่รุ่นพี่ที่ยังทำอยู่ จะว่าไปผมก็ขี้เกียจทำนะ แต่เพราะความเป็นรุ่นพี่มันยังผลักดันให้ทำต่อ ต่อไปจนเสร็จ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง และเอาภาระรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย เพื่อนผมคนนึงหิวแทบตายได้ประกาศกร้าวว่า  “ถ้าทำงานเสร็จไม่มีข้าวให้กินนะ จะ……” อะไรสักอย่างนี่แหละผมจำไม่ได้แล้วเหมือนกัน

ทำงานเสร็จไปรวมตัวกับเพื่อนๆ กลุ่มอื่น กว่าข้าวจะมาก็ นาน (ในความรู้สึกของเราก็ “นานโข”) เราได้ฝึกอดทนต่อความหิว ความอยากที่รุมเร้า มันแทบจะทำให้เราบ้า หากประคองสติไว้ไม่อยู่ ความโกรธมันมากับความคิด หากเราไม่คิดอะไร แล้วปล่วยวางและนิ่งเฉยเสีย ความโกรธ ความเกลียดก็ไม่มาเยี่ยมเยือนเราหรอก

This slideshow requires JavaScript.

16/05/2012

ผมตื่นมา ขยี้ตาแล้วคิดว่า “ไม่ไปรวมตัวดีกว่า เราหายไปสักคนเค้าคงไม่รู้หรอก” แต่ด้วยความเห็นข้อดีของการฟังเทศน์ ฟังธรรมทั้งหลาย ผมจึงตัดใจจากความง่วงเหงาหาวนอนแล้ว(กว่าจะได้ก็ลำบากทีเดียว) แต่งตัวลงไปร่วมกิจกรรม มาคิดทีหลัง “ความคิดของเราเองนี่ก็น่ากลัวเหมือนกันแฮะ ต้องระมัดระวัง พึงมีสติรู้ทันให้ดี” แต่ไม่รู้จะทำได้อย่างที่ว่าหรือเปล่า? ต้องลองดู

เช้านี้พวกเราได้ไปทำงานที่ด้านหลังของโรงแชมพู มีเนื้อที่โดยรวมประมาณ 20 กว่าไร่ แต่ก่อนมาเป็นลานตากตากปุ๋ย ประกอบด้วยหินมูลคำ(หินภูเขาไฟ)เปลือกยูคาฯ กากมันสำปะหลัง ฯลฯ  ซึ่งมี ปู่เถาว์(ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน เป็นที่เคารพนับถือ) ดูแลรับผิดชอบอยู่ มาตอนนี้ปู่ได้ไถยกเป็นแปลงขึ้น เพื่อที่จะปลูกฟักทอง ตอนผมไปถึงนี่ตะลึงเลย !

“ปลูกฟักทองบนหิน!!!!!! เป็นไปได้เหรือ? ขนาดไมยราพยักษ์ หรือหญ้าแห้วหมูที่ว่าเจ๋งๆ ยังไม่กล้าแหยมเลย!”

แต่ปู่บอกว่า “นี่แหละ ปู่กำลังจะมาทดลองทำดู ถ้าปลูกบนหินแบบนี้ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องดินแน่น ดินแฉะเพราะฝนตก อีกต่อไป ที่จะให้พวกเรามาช่วยก็คือ เอาดินปลูกไปเทไว้เป็นกองๆ ห่างกัน 3 เมตร ต่อเป็นสายพาน ส่งกันไปเป็นทอดๆเลย และก็….    ” ปู่อายุ 70 กว่า เกือบจะ 80 อยู่แล้วยังทำงานได้อยู่อีก เราเป็นเด็กเป็นเล็กแท้ๆ จะนิ่งเฉยได้อย่างไร เราจึงเริ่มลงมือทำ จับจอบหยิบคุถังมาต่อกันเป็นแถว คนแรกตักดินใส่คุถังเสร็จก็ส่งไป คนที่สองก็ส่งไป คนที่สามก็ส่งไป ส่งไปเรื่อยๆ จนคนสุดปลายแถวก็ให้เทลงไป เสร็จกองนี้ก็ต่อกองอื่นอีก เรื่อยๆ

เราต้องเดินไปบนหิน เจ็บปวดแค่ไหนก็ต้องทนเอา ทนเอาไว้ เหนื่อยก็พัก แต่หนักเท่าไรก็ต้องสู้ ฝนก็เพิ่งตกเมื่อคืน ดินแฉะ เดินได้ไม่กี่ก้าวก็เปราะหมด

เที่ยงวันนี้ เรา ม.3 รับหน้าที่พาน้อง ม.1 ม.2 เล่นเกม เพราะรุ่นพี่ ม.ปลาย ต้องประชุมอะไรไม่รู้มากมาย เราก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก่อนว่าจะพาน้องเล่นอะไร พอถึงเวลาจริงๆ น้องมารอกันเต็มศาลา รอกันนานแล้ว สุดท้ายไม่รู้จะพาเล่นอะไรก็เลยพาเล่นง่ายๆ เช่น วิ่งเปี้ยว จานซ้อนจาน(บางพื้นที่เรียก จานซ้อนใบ) ง่ายเกินไปจนซ้ำซากจำเจ บางทีก็กลัวว่าน้องเค้าจะเบื่อ แต่รู้สึกว่า “น้องเค้าทำอะไร ถ้ามีเพื่อนอยู่ด้วยเค้าก็ไปกันได้หมด”

ตอนบ่ายก็ได้ไปทำงานที่เดิมอีก หลังดรงแชมพู ยังดีที่มีเพื่อนจากกลุ่มอื่นๆ มาช่วยอีก ก็ดีเหมือนกัน เข้าค่ายฯ แบบนี้ก็ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ทุกชั้นปี สร้างความสนิทสมนในหมู่มวลมิตรร่วมสถาบัน เพราะน้อง ม.1 บางคนเพิ่งจะเข้ามาใหม่ๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมาก อาศัยพี่ๆ คอยแนะนำให้ และในทางตรงกันข้าม บางทีพี่ๆ ก็ยังรู้จักน้องๆ ไม่หมด เป็นโอกาสให้ทำความรู้จักกันด้วย

17/05/2012

เช้าวันนี้ก็อีกแล้วครับ ผมเดินลงไปรวมตัวยังไม่ทันได้ตื่นเต็มที่ พยายามจะแคะขี้ตาเม็ดที่อยู่ด้านในสุดอย่างเหม่อลอย พอได้ยินว่าต้องไปลงฐานงานที่เดิมเหมือนเมื่อวานก็คล้ายกับมีใครมาเอาใจผมไป (ตอนนี้อยู่ไหนยังหาไม่เจอเลย)

หลังดรงแชมพู วันนี้ผมทำงานอย่างเรียกได้ว่า “ทุ่มสุดตัว” เพื่อนเหนื่อยเราก็เหนื่อย เพื่อนพักเราไม่พัก นี่ขนาดผมคิดว่าตัวเองทุ่มเต็มที่แล้วนะเนี่ย ยังมีท่านสมณะมือมั่น ที่เป็นแกนในการดูแลนักเรียนชาย ทั้งปลุกตอนเช้า พาทำงาน อบรมให้โอวาท ฯลฯ ท่านทุ่มสุดตัวของจริงเลย ทั้งสบงทั้งอังสะงี้เปื้อนหมด

รุ่นพี่ก็มีส่วนช่วยสำคัญในการทำงาน โดยเฉพาะรุ่นพี่ ม.ปลาย ที่นำน้องทำงาน บอกน้องแนะนำน้อง เป็นผู้ที่มีประสบกาณ์การทำงาน เรียนรู้มาก่อนเรา พึ่งพาได้ ยิ่งเป็นรุ่นพี่ที่ระดับสูงขึ้นมากเท่าไร ก็ต้องแบกรับ เอาภาระความรับผิดชอบมากขึ้นเท่านั้น ผมไม่แน่ใจหรอกว่า ผมจะสามารถไปยืนในจุดที่พี่ๆ เคยยืนอยู่ได้ไหม เพราะแค่ดูแลตนเอง ผมก็จะไปไม่รอดอยู่ร่อมร่อ ว่าแล้วก็น่าหัวร่อ 55+

ค่ำนี้จะมีการ ระดมสมอง ช่วยกันคิด แบ่งกันเขียน แล้วส่งตัวแทนออกไปนำเสนอต่อคุรุ รุ่นพี่ เพื่อนๆ หัวข้อในการระดมสมองครั้งนี้คือ “ความสะอาดของที่พัก ปัญหา สาเหตุ และทาางออกที่เหมาะสม” แจกกระดาษ แจกปากกาแล้วก็เริ่มคุยกัน ผู้กล้าที่อาสาออกไปนำเสนอก็ ไปซ้อมพูด มีไม้เด็ด มีความคิดสร้างสรรอะไรงัดออกมาใช้ให้หมด เพื่อนำเสนอให้ดี เปิดฉากให้น่าสนใจ เดินเรื่องให้น่าติดตาม และปิดม่านให้ประทับใจคนดู

กลุ่มสีเหลืองของผม ก็ได้นำเสนอปัญหา และทางออกที่คล้ายๆ กับกลุ่มอื่น ต่างกันตรงที่ว่า จะเอาไปปฏิบัติได้มากเท่าไรเท่านั้นเอง

ท่านสมณะก็มาให้คะแนนการนำเสนอของแต่ละกลุ่ม และโอวาทปิดท้ายก่อนที่เราจะไปพักผ่อนกัน เพื่อเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมในวันต่อไป ผมไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไร ก็เลยลืมหมดเลย

18/05/2012

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเข้าค่ายครับ แม้จะแค่ 5 วัน แต่ผมก็รู้สึกว่ามันยาวนานอย่างแรง อาทิตย์ที่แล้วยังได้นอนตีพุง กินขนม อ่านการ์ตูนเล่นเกมที่บ้านทั้งวันอยู่เลย มาอาทิตย์ต้องตื่อนแต่เช้า ทำงานเช้าเย็น ถอดรองเท้าเดิน ซะแล้ว แต่ก็ดีที่ได้เจอเพื่อน เพื่อนบ้างไม่ดีบ้าง ก็เข้าใจว่าทุกคนไม่ได้สมบูรณ์แบบ ต่างมีข้อดีข้อเสียกันทั้งนั้น หากคนเรายอมรับกันได้ สังคมเราก็จะไร้ซึ่งการทะเลาะเบาะแว้ง และการรบราฆ่าฟัน

เช้านี้ผมจำก็ไม่ได้เหมือนกันว่าได้ทำงานที่ไหน นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก แต่วันนี้ตอนเที่ยงจะเป็นการทำ ๕ส. ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเมื่อวานที่เราระดมสมองกัน ทุกก็ช่วยกันเป็นอย่างดี พอแล้วเสร็จแล้วที่พักก็สะอาดเอี่ยม นอนกลิ้งเกลือกไปกับพื้นได้สบายๆ

แวบนึงของความคิดตอนนั้น คือ “อยากให้เป็นแบบนี้ทุกวันจังเลย ความมักง่ายซึ่งเป็นต้นตอของความสกปรก เราจะกำจัดออกให้หมด” ไม่รู้ทำไมตอนนั้นผมถึงคิดอย่างนั้น อาจจะมีแรงผลักดันภายในอะไรสักที่ยังสัมผัสไม่ได้ในตอนนี้ และผมก็ไม่แน่ใจว่า จะทำตามอย่างที่ได้หรือเปล่า? อาจจะได้ หรือไม่ได้ มากหรือน้อย ก็ต้องฝึกฝนเอา

ตอนบ่ายมีการให้นักเรียนแต่ละกลุ่มมานั่งจุ้มกัน(รวมกลุ่ม) ช่วยกันคิดว่า “ค่ำนี้ มีเวลา 15 นาที จะพาเพื่อนทั้งโรงเรียนทำอะไร?” อาจจะแสดงละครให้ดู พาเล่นเกม กิจกรรมกระชับสัมพันธ์ อะไรก็ได้แล้วแต่ ปรากฎว่า ผมมาสายครับ เพื่อนในกลุ่มมารอกันครบทุกคนแล้ว ผมก็กล้าๆ กลัวๆ แฮะ แต่เอาล่ะ มาสายดีกว่าไม่มาเลย

พอไปถึงก็นั่งสัปหงกอยู่ไม่นาน ได้ยินรุ่นพี่ ม.6 แว่วๆว่า “โอเคงั้นเอาตามนี้ เราจะพาเพื่อนเล่นเกมกัน ทุกคนไปพักได้ บ่ายสองโมงเข้าฐานนะ” ผมงงเลย ยังไม่ทันได้ทำอะไร แค่ไปนั่งหลับ “คราวหลังต้องเอาใจใส่ต่อกระบวนกลุ่มให้มากกว่านี้” ผมคิดอย่างนี้จริงๆ นะ และจะทำให้ได้ด้วย

ด้วยฤทธิ์ความง่วงที่ค้างๆ อยู่ในหัว ผมจึงจะกลับไปนอนต่อที่ชั้นสี่เฮือนศูนย์ พอไปดูนาฬิกาอีกที “อะไรวะ? จะบ่ายสองอยู่แล้ว” ผมเลยหาหนังสือสักเล่มอ่าน พอบ่ายสองก็เดินลงไปข้างล่าง ถามรุ่นน้องกลุ่มเดียวกันว่าทำงานที่ไหน “ไม่รู้สิพี่ เห็นเค้าบอกว่าเหมือนเมื่อเช้าล่ะมั้ง?” เจอรุ่นพี่ในกลุ่มอีกคนก็ถามเหมือนกัน “ไม่รู้ดิ เค้าไม่ได้บอกเรอะ?” พอไม่รู้ที่ทำงาน เดินหาจนทั่วแล้วก็ไม่เจอ รุ่นพี่คนที่ถามเมื่อกี้ก็พาไปนอนอยู่ชั้นสี่ “พอเถอะ ไม่ต้องทำมันแล้ว” ผมก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันก็เลยเออออตามพี่เค้าไป นอนอยู่สักพักพี่คนเดิมนั่นแหละก็มาปลุก “เฮ้ย! โอม ไปหางานทำปะ อยู่นี่ไม่มีอะไรทำเลย” แหม… พี่แกคิดอย่างนี้ได้ผมก็ค่อยเบาใจ

ก็เลยพากันเดินลงไปอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เจอกับคุรุฝั่งบุญ ป้าแกบอกว่า “นู่น เค้าทำงานกันที่สวนเสาวิทยุนู่น ตั้งนานแล้ว” ป้าพูดพร้อมกับชี้มือไปทางทิศที่มีเสาวิทยุสูงกว่า 100 เมตรตั้งอยู่ (สวนงานเมืองใหม่ สวนเสาวิทยุ สวนสิกขมาตุ สวนอาปะไฟพร สวนป้าฝั่งบุญ เรียกได้หมดล่ะครับ แต่ขอให้เข้าใจว่าเป็นสวนเดียวกัน) พวกผมเลยเดินตรงไปทางนั้น

พอไปถึง ทุกคนกำลังทำงานอย่างขมักเขม้น ผมเหมือนคนที่กินแรงเพื่อน เอาเปรียบสังคม “อ้าว ไอ้ตี๋!! ไปไหนมาว่ะ เห็นไหมเนี่ยทุกคนเขาทำงานกันอยู่” รุ่นพี่คนหนึ่งทักทายกับผมพลางทำไม้ทำมือไปยัง กองแกลบดำ(แกลบเผา)ที่กองอยู่ “หมดกองนี้เมื่อไรได้กลับนะเนี่ย!!” พี่แกพูดเสียงแข็ง เหมือนจะดุที่ผมทำตัวแบบนี้ แต่ไม่เป็นไรหรอก ที่จริงพี่แกเป็นคนเฮฮา ชอบหยอกผมแบบนี้ตลอดแหละ แต่ผมก็รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ บ้างเหมือนกัน

ตอนประมาณ 5 โมงเย็น ได้ยินเสียงประกาศเรียกกลุ่มสีม่วง ให้มารวมตัวกัน คงจะซ้อมละครหรือนัดแนะอะไรสักอย่างเกี่ยวกิจกรรมตอนค่ำนี่แหละมั้ง

กิจกรรมภาคเป็นกิจรรมคลายเคลียด ที่เราเรียกกันว่า “กิจกรรมชวนม่วนชื่น” ซึ่งเป็นกิจกรรมของใครก็ได้ มาเล่นคอนเสิร์ท แสดงละครหรืออะไรก็ได้ ให้ใครดูก็ได้ มุ่งเป้าไปที่สร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ชมเป็นหลัก

ชวนม่วนชื่นครั้งนี้ นักเรียนแต่ละกลุ่มจะต้องออกมาทำอะไรก็ได้ ภายใน 15 นาที ซึ่งจะเป็นกิจกรรมแบบไหนก็ได้ ไม่มีผิดไม่มีถูก บางกลุ่มแสดงละคร บางกลุ่มพาเล่นเกม บางกลุ่มเล่นคอนเสิร์ท บางกลุ่มให้เพื่อนทายชื่อกัน บางกลุ่มให้เพื่อนออกมาแข่งกันหัวเราะใส่ไมค์ ฯลฯ

ทุกคนก็ดูมีความสุขดี  หัวเราะแต่ละทีงี้เห็นลิ้นไก่เลย ก่อนจะกลับไปพักผ่อน ท่านสมณะก็มาให้โอวาทก่อนนอน เราคิดถึงแต่พรุ่งนี้ จะได้พักผ่อน นอนตื่นสาย ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเรียน พักทั้งวันเลย 55+ (แต่ถ้าจะให้พักทั้งวันก็ไม่ดีเหมือนกันนะครับ)

——————————————————————–

สรุปแล้วค่ายฯ นี้เราได้ฝึกฝืนตัว ปรับวิถีชีวิตของเราให้เป็นเหมือนเดิม อยู่กับความพอดี ความไม่เที่ยง เป็นจุดเริ่มของการเรียนรู้ในชีวิตสัมมาสิกขาในเทอมนี้ ผมอยากจะบอกเหลือเกินว่า การใช้ชีวิตในสัมมาสิกขานั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยซะทีเดียว

แค่เค้าให้ทำอะไรเราก็ทำตาม ดูใจตัวเองให้เป็น อย่าผิดศีล อย่าทะเลาะกับใครก็เพียงพอแล้ว แต่นั่นแหละ ที่บางคนทำไม่ได้ มนุษย์เราดำน้ำลงไปใต้ทะเลลึก ขึ้นไปสุดขอบฟ้า เดินทางหมื่นลี้ อ่านหนังสือหมื่นเล่ม ก็ยังเข้าไปไม่ถึงใจของเราเองเลย หากเราทำได้นี่ถือว่าเก่งมาก!

สุดท้ายนี้ผมใคร่จะขอให้ท่านผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็น หรือติชมหลังจากที่ได้อ่านบทความของผมไปแล้ว ดีหรือไม่ดี สนุกหรือน่าติดตาม เฉยๆหรือซาบซึ้ง หากท่านสามารถแสดงออกได้ผมจะขอบพระคุณมากทีเดียวครับ

เรื่อง : เด็กชายเพียงตะวัน พุทธา ชั้น ม.3

ขอขอบคุณ : ภาพจาก พี่เต๊าะแต๊ะ และพี่ๆ ฐานสื่อบุญนิยม

และ : อามดถึง มุ่งมาจนสำหรับคำแนะนำ และเพื่อนๆ ของผมทุกคนที่อุตส่าห์เป็นกำลังใจให้เสมอมา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: