ค่ายดูตัวเตรียม สัมมาสิกขาราชธานีอโศก ค่าย 3

หลังจากที่ห่างหายไปนานกับบทความของเต๊าะแต๊ะ เนื่องจากปิดเทอมไปพักหนึ่งค่ะ วันนี้เต๊าะแต๊ะก็มีเรื่องราวดีๆจะมาบอกเล่าสู่ฟังถึงความเคลื่อนไหวของโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศกต่อจากที่น้องโอม เพียงตะวัน ที่ได้ถ่ายทอดบทความในเรื่องการเป็นพี่เลี้ยงเด็กเตรียมสัมมาสิกขาในช่วงงานปลูกเสกพระเเท้ๆของพุทธ ณ ปัจจุบันนี้นักเรียนเตรียมได้ผ่านการดูตัวมาสองค่ายแล้ว คือค่ายแรกช่วงงานปลุกเสกฯ ค่ายสองช่วงงานปีใหม่ตลาดอาริยะ สงกรานต์ 55 และตอนนี้น้องเตรียมได้ก้าวผ่านเข้ามาสู่ค่ายที่สามแล้วค่ะ

เรื่องราวของค่ายที่สามนี้เริ่มเข้าค่ายในวันที่ 18 เมษายนถึง 23 เมษายน 2555ค่ายนี้เป็นค่ายที่ทางท่านสมณะและคณะคุรุเห็นว่าควรจะให้น้องๆมีวิถีชีวิตคล้ายๆกับสัมมาสิกขาให้มากที่สุด และต้องเข้มกว่าค่ายสองค่ายที่ผ่านมา จึงมีการประเมินรายวันในเรื่องการปฏิบัติศีล 5 ตรงต่อเวลา มีสัมมาคารวะอ่อนน้อมถ่อมตนมีความรับผิดชอบและการปฏิบัติ 5ส. และยังมีการประเมินการเข้าฐานงานโดยคุรุฐานอีกด้วย

กว่าที่น้องๆจะได้ผ่านเข้ามาในค่ายสามนี้ได้ โดนขัดเกลาหลายอย่าง ได้ฝึกสิ่งต่างๆที่ไม่เคยทำ เช่นการขัดห้องน้ำ การทานอาหารมังสวิรัติ การตื่นแต่เช้าตรู่ จึงทำให้สองค่ายที่ผ่านมามีน้องๆหลายคนไม่ผ่านบ้าง กลับบ้านเองก็มี  จากการสอบถามน้องๆบอกว่าที่อยู่ไม่ได้เพราะคิดถึงพ่อแม่ บางคนคิดถึงเนื้อสัตว์ การประกาศผลในค่ายสองมีการชี้แจงถึงข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุง หรือพฤติกรรมที่สุมเสี่ยงที่น่าจะไม่ผ่านค่ายสาม น้องบางคนรู้สึกท้อบางคนถึงกับร้องไห้เพราะรับไม่ได้ แต่ทุกคนก็ผ่านมาได้ หลายคนดีใจจนน้ำตาไหลแต่ก็มีบางคนที่ไม่อยากอยู่ก็จะทำหน้าเครียดๆ จึงได้พูดคุยกับน้อง น้องบอกว่าแม่อยากให้อยู่ เลยไม่อยากขัดใจแม่ เลยมา แต่ใจไม่อยากอยู่มากกว่า(ค่ายสามมานี้น้องคนนี้เลยเข้าเล่นๆไม่ทำในสิ่งที่จะผ่าน เช่นไม่ส่งใบประเมิน จึงอยากบอกถึงผู้ปกครองหลายๆท่านที่คิดว่าอยากให้บุตรหลานของท่านเข้ามาศึกษาในสถานศึกษาแห่งนี้ว่า ควรให้น้องๆมาทำความรู้จักก่อนที่จะนำน้องๆมาเรียน และควรสอบถามถึงความเต็มใจของเขาด้วยเพราะถ้าน้องๆคนใดไม่เต็มใจก็จะมีปัญหาตามมาภายหลังค่ะ)

เมื่อเริ่มเข้าค่ายสามมีการร่วมตัวในเวลาตีห้าตรงหลายๆคนทำได้ดีแต่บางคนก็มาสายบ้าง ต้องคอยเตือนเพื่อให้พัฒนาในวันต่อๆไปค่ะช่วงเช้านี้กิจกรรมคือการสวดมนต์ธรรมวัดน้องๆได้มีการฝึกสรุปการฟังธรรมโดยมีหัวข้อคือ เนื้อหาการฟังธรรม สิ่งที่ประทับใจ และสภาวะจิตขณะฟังธรรม กิจกรรมอื่นๆคือลงฐานงานช่วงหกโมงถึงแปดโมง และบ่ายสองถึงบ่ายสี่  และสันทนาการหรือพบคุรุสมณะในช่วงบ่ายถึงบ่ายสอง

การเป็นพี่เลี้ยงน้องเตรียมนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้องๆทั้งวันเลยก็ว่าได้ ต้องคอยบอกคอยสอนในหลายเรื่องเช่นเรื่องสัมมาคาราวะ อ่อนน้อมถ่อมตน คือในบางครั้งเจอผู้ใหญ่ไม่เจริญธรรม(การทักทายของชาวอโศก)บางคนยื่อนพูดกับผู้ใหญ่ที่ท่านนั่งอยู่ ก็ต้องมีการเตือนสติกับบ้างเล็กน้อย และในเรื่องกตัญญูสถานที่ ที่พักอาศัยต้องพาน้องๆ 5ส. ต้องสอนทุกอย่างจริงๆค่ะเพราะบางคนอยู่ที่บ้านไม่เคยทำมาก่อนเริ่มตั้งแต่การพับเสื้อผ้า การซัก  การตาก การกวาด การถู ต้องบอกพร้อมทำเป็นตัวอย่างความรู้สึกของหนูนั้น  บางทีมีความรู้สึกว่าทำไมสอนอยากอย่างนี้ผ่านมาสองค่ายแล้วยังต้องให้บอกซ้ำๆอีก แต่มีวันหนึ่งหนูเดินตามทางหลังเฮือนโสเหล่ พบแผ่นป้ายไม้เขียนไว้ว่า “ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน” จึงทำให้ได้คิดและทำให้มีแรงฮึดสู้เพื่อน้องๆอีกต่อไปค่ะ

พูดถึงการฝึกฝนของน้องไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังไม่หมดค่ะน้องๆยังมีการฝึกหัดเขียนบันทึกประจำวัน โดยบันทึกนี้จะส่งกับสมณะเด่นตะวัน นรวีโร(สมณะผู้ดูแลนักเรียนชั้นม.1)โดยนักเรียนจะเรียกท่านว่าหลวงพ่อ การเขียนบันทึกคือการถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึก ในแต่ละวัน ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ยังมีการตรวจศีลประจำวันอีกด้วย หลวงพ่อเด่นตะวันยังบอกอีกว่าเป็นการฝึกเขียนภาษาไทยไปในตัว และน้องๆยังได้เรียนรู้หลักการเขียนที่ถูกต้องจากหลวงพ่อเด่นตะวันอีกด้วยค่ะ

กิจกรรมประทับน่าประทับใจในค่าย

การสันทนาการในค่ายในบ่ายวันหนึ่งพวกหนูได้ให้กระดาษน้องๆคนละหนึ่งแผ่น แล้วให้เขียนปมด้อยของแต่ละคนโดยไม่ต้องเขียนชื่อ บอกอีกว่าพี่ๆไม่อ่านแน่นอน เมื่อเขียนเสร็จก็ให้ขยำกระดาษทิ้งลงในตระกร้า แล้วให้น้องหลับตา แล้วแจกกระดาษก้อนกลมๆที่พวกเขาทิ้งให้แต่ละคนอ่าน เราต่างไม่ทราบว่าเป็นของใคร หลายๆคนเขียนไว้ว่า ตัวดำ จมูกแบน ผมไม่สวย มีสิว มีเหา อ้วน ผอม เรียนไม่เก่ง โง่คณิตฯ เตี้ย พูดมาก ชอบตด อ่านแล้วก็หัวเราะกันพอจบเกมส์ พวกหนูก็สรุปให้น้องฟังว่าการที่คนเราคิดว่าสิ่งที่เราเขียนลงไปเป็นปมด้อย แต่หลายๆเรื่องก็สามารถแก้ไขได้ พัฒนาได้ บางสิ่งเราอาจจะคิดว่าเป็นปมด้อยแต่จริงๆคนอื่นอาจจะเห็นว่ามันเป็นจุดเด่นของเรา มันจึงอยู่ที่มุมมองของเราถ้าเรามองว่ามันแย่เราก็พยายามพัฒนา แต่บางอย่างเช่นการพูดมากอาจจะไม่ใช้จุดด้อยให้เราลองมองกลับด้านมันจะเป็นจุดเด่นถ้าเราพูดเเล้วทำให้เราและคนรอบข้างมีความสุข เพราะฉะนั้นอยากให้น้องโยนจุดด้อยที่ทำให้เราไม่กล้าออกไปแล้วแสดงความสามารถที่เรามีให้ดีที่สุด เกมส์นี้เป็นเกมส์ที่ประทับใจและดีได้ ถ้าสรุปได้ดี แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ค่ะ

ถ่ายทอดประสบการณ์โดย เต๊าะแต๊ะ ขวัญข้าว อัมพุช ชั้น ม.6

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: