ประสบการณ์ พี่เลี้ยงเด็กเตรียมฯม.1 สัมมาสิกขาราชธานีอโศก ครั้งแรก

DSCN0516

09/40/2012   8:18 น.     ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์

ช่วงนี้ดอกทานตะวันก็เริ่มออกดอกบายสะพรั่งกันให้ทั่วทุ่งเลยครับ ถ้ามาดูมาชมตอนที่ดวงอาทิตน์กำลังขึ้นนี่ สวยงามมากเลยทีเดียว แหม~ อยากให้ทุกคนได้มาดูด้วยกันจัง(เสียดายไม่มีกล้อง จะเก็บภาพมาฝากซะหน่อย)

เอาล่ะครับ ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของผมที่ได้ เอ่อ…. เป็นพี่เลี้ยงในค่ายๆ รับน้องเตรียม ม.๑ (นักเรียนที่เตรียมจะเข้ามาเรียนที่นี่) ที่อยู่ดีๆ ก็ได้เป็นเฉยเลย ในตอนแรกที่รู้ตัว ผมซึ่งไม่คิดว่าตนเองจะทำหน้าที่นี้ได้ก็ขอเปลี่ยนตัวกับเพื่อนๆ แต่ทางที่ประชุมเขาบอกมาว่า ผมแหละน่าจะเหมาะแล้ว คนอื่นๆ ก็งานยุ่งกันหมด ผมก็เลย เอ้อ จำยอมไป…

—————————————————————————

ใกล้จะเริ่มงาน ”ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ ๓๖” แล้ว พวกเรา(ม.๒) ก็เพิ่งจะจบค่ายเตรียมงานปลุกเสกฯ มามานานนัก อากาศก็ร้อนๆ หนาวๆ เดี๋ยวก็ฝนตกอีก ก็คงมีหลายๆคนที่ป่วย “เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย”  ยังไงล่ะ  ช่วงนี้เด็กที่หมายมั่นว่าจะเข้ามาเรียนในโรงเรียนนี้(โรงเรียนสัมมาสิกขา ราชธานีอโศก)  ก็เริ่มจะทยอยกันมาแล้ว หน้าตาแต่ละคนก็ดูซื่อๆ ดี  แต่ยังไงก็รู้หน้าไม่รู้ใจล่ะเนอะ แต่ละคนจะเป็นอย่างไรบ้างก็ต้องติดตามดูการต่อไป

วันนี้แล้วสินะ ที่เราต้องเริ่มต้นบทบาทเป็นพี่เลี้ยง ให้กับน้องๆ ที่เพิ่งจะเข้ามาสัมผัสโรงเรียนนี้ใหม่ๆ ยังไม่รู้อะไรเลย! เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องคอยติดตาม ให้คำแนะนำแก่น้องๆ ด้วย ตอนนี้น้องๆก็ทยอยกันมาทีละสองสามคน บางคนตัวเล็ก บางคนตัวใหญ่ มากหน้าหลายตา ทั้งชายหญิงน่าจะประมาณ 20 กว่าคนได้ เราเริ่มทำความรู้กันโดยการเขียนชื่อของตนเองลงบนป้ายป้าย ติดไว้ที่เสื้อให้คนอื่นๆ เห็น ผมลังเลอยู่นานเหมือนกัน “เขียนว่าอะไรดีหว่า โอม หรือ พี่โอม ดี? อะไรดี?” รู้สึกจั๊กจี้หัวใจพอสมควร เหมือนเมื่อวานยังต้องเชื่อฟังพี่อยู่เลย วันนี้ต้องมาดูแลน้องซะแล้ว นึกถึงรุ่นพี่ที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับพวกเรา พี่เค้าทำได้ดีทีเดียว ถ้าเทียบอายุแล้ว ตัวเราในตอนนี้ก็ประมาณพี่เค้าในตอนนั้น(2 ปีที่แล้ว)

หลายครั้งที่เห็นตนเองในวันนั้น ซ้อนทับกับภาพของน้องๆ นึกย้อนไปตั้งแต่ตอนที่เราเองยังเป็นเด็กเตรียมเหมือนๆ กับน้องๆ เค้า “เรารู้สึกอย่างไร น้องเค้าก็คงจะรู้สึกอย่างนั้นล่ะมั้ง?”

พวกเรา(พี่เลี้ยงและเด็กเตรียม)ได้รับมอบหมายให้ทำความสะอากห้องน้ำตามจุดต่างๆ ในช่วงงาน “ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ ๓๖ ” นี้ เหลือบมองไปข้างหลังก็เห็น น้องเดินตามต้อยๆ เป็นขบวน (บ้างก็เป็นฝูงเลย) ถ้าเพื่อนๆ ผมมาเห็นเข้าคงจะล้อว่า “หัวหน้าเด็กๆ กิ้วๆ” แน่ๆ เลย แต่อย่าได้แคร์ เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อยนิ แรกๆ ผมก็ไม่ค่อนชินเท่าไรหรอกที่มีคนมาเรียกว่า “พี่” มาทำตามคำสั่ง ผมออกจะจืดๆ ไปซะด้วยซ้ำ(ทั้งหน้าตาและอารมณ์) เมื่อเป็นแบบนี้ คำสั่งของผมเลยไม่เด็ดขาด จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ไม่เห็นจะเป็นไร น้องๆก็เลยไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไรนัก

วันแรกน้องๆ ก็ล้างห้องน้ำได้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ผม(พี่เลี้ยง)ก็ต้องคอยชี้แนะตรงนั้น บอกกล่าวตรงนี้ ต้องใจเย็นพอสมควร เข้าใจว่าน้องเค้าเพิ่งจะได้มาอยู่ มาสัมผัส ณ ที่แห่งนี้ อย่างตอนที่ผมบอกให้ “ล้วงเข้าไปในคอห่านลึกๆ ทำใจให้สบายๆ แล้วล้วงเข้าไปข้างใต้เลย” มีบางคนหน้าถอดสี สะบัดไหล่แล้วส่ายหัว สีหน้าแสดงถึงความแขยงเข้าเส้นอย่างเห็นได้ชัด หึๆ เอาเถอะ ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ไม่ต้องเคร่งมาก แต่บางคนก็ล้วงๆ เข้าไป ทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่ถี่ยิบ เม้มปากสุดชีวิต ฮ่าๆ เห็นแล้วผมก็ชื่นใจบ้างครับ

“ให้มันได้อย่างนี้สิ บอกอะไรก็ทำ อย่างนี้ค่อยเบาใจไปได้บาง” ผมเห็นไม่ต่างกับพี่คนอื่นๆ เท่าไรนัก

กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ประมาณ ๙ โมงครึ่ง พวกเรานัดเจอกันที่เฮือนเผิ่งกันตอนบ่ายโมงเป๊ะ ห้ามสาย! ระหว่างรอเวลาให้ถึงบ่ายโมงนั้น ก็ให้น้องๆ ไปพักผ่อน ทำจิตทำใจให้สบาย และก็เป็นเวลาของพี่เลี้ยงเหมือนกันที่จะได้ สะสางงานต่างๆที่คั่งค้างไว้ และมานั่งเขียนเรื่องขึ้นเว็บบล็อกนี่แหละ บางทีคิดไม่ออกก็ …นอนสิครับ เป็นการพักผ่อน นอนเอาแรงดีกว่าจะไปเสียเวลาคิดมันให้ยุ่งรุงรัง ปวดหัวซะเปล่า

พอเที่ยงกว่าๆ เราก็ไปตามน้องๆฝ่ายชายที่ที่พัก ผมและรุ่นพี่อีกหนึ่งคนเปิดประตูเข้าไปในห้อง ก็ต้องแปลกใจที่ไม่มีใครอยู่เลย เอาแล้วไง? ไปอยู่ไหนกันหมดเนี่ย “ซวยแล้วเรา โอม หายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้” พี่โอ๊ต(ในที่นี้ขอเอ่ยนามขึ้นด้วยความนับถือ) รุ่นพี่ที่มากับผม ร้องถามขึ้นอย่างร้อนรน ดูพี่แกจะเคร่งเครียดมาก แน่ล่ะ น้องหายไปยกห้อง แล้วหายไปไหนล่ะ ใกล้เวลาจะรวมตัวแล้วด้วย “ได้แต่รอแล้วแบบนี้ ไม่รู้จะไปหาเจอได้ที่ไหน” ผมมีความเห็นออกไปไม่ต่างกับพี่แกมากนัก จึงนั่งลงรอ พลางเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนบนเสาต้นหนึ่ง น้องสองสามคนที่ไม่ได้หายไป ก็เอาแต่เซาซี้ถามว่า “เพื่อนผมหายไปไหนๆ” ใจผมก็อยากจะตอบออกไป “พี่ไม่รู้หรอก น้องเอ้ย” แต่ฝืนใจตอบออกมาว่า “รอแป๊ปเดี๋ยวก็มา เชื่อดิ” เป็นรุ่นพี่แล้วยังดูแลน้องไม่ได้ มันน่าละอายจริงๆ เล้ย

พลันแสงสว่างสาดส่องลงมาจากฝากฟ้าสรวงสวรรค์ น้องเด็กเตรียมคนหนึ่งเดินมาหาผม “อ้าวภู ไปไหนมา? เพื่อนๆล่ะ ไปไหนกันหมด? แล้วไปทำอะไรมา แขนขาถึงได้เปรอะเปื้อนซะแบบนั้น?” ผมยิงคำถามออกไปเป็นชุด น้องภูยังไม่ทันจะตอบออกมา คำตอบก็บินฉวัดเวฉี่ยนผ่านหน้าผมไป เสียงเครื่องยนต์กระหึ่ม ฝุ่นฟุ้งเป็นทางยาว รถโชเรอะ(หกล้อคันงามของหมู่บ้าน)บรรทุกปุ๋ยไป พร้อมๆ กับน้องๆ ที่เกาะท้ายรถ เสี่ยงจนน่าหวาดเสียว “ได้การล่ะ!” ผมรีบวิ่งกลับไปที่เหน้าฮือนเผิ่งกัน น้องๆ รออยู่แล้ว มืองี้เท้างี้เปื้อนฝุ่นปุ๋ยซะมึด มองๆ ดูก็เหมือนหนุมานคลุกปุ๋ย เรา(พี่เลี้ยง)เลยให้น้องๆ ไปล้างไม้ล้างมือ ก่อนจะมาทำกิจกรรมภาคบ่าย “เฮ้อ~ ดีนะที่ไปทำงานที่โรงปุ๋ย ถ้าไปเถลไถลที่อื่น จะลงโทษให้หลาบจำเลย” ผมปราฎกับพี่โอ๊ตซึ่งครวญครางออกมาอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินว่า “อื้อ”

แต่พอเข้าไปในเฮือนเผิ่งกัน ปรากฎว่าถูกยึดครองไว้แล้วโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย! จัดโต๊ะประชุมรออยู่แล้ว เหมือนกำลังจะคุยอะไรกันเป็นการเป็นงาน สีหน้าคนจัดโต๊ะก็ดูจริงจังอย่างแรง พวกเราคงต้องถอย แต่ว่าแห่งหนตำบลใดกันเล่า? ที่เราจะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ช่วงนี้เป็นงานปลุกเสกฯ  แถมผู้คนกำลังตระเตรียมงาน “ตลาดอาริยะ” กันอยู่ยุ่งๆ พื้นที่แดดร่มลมตก ก็แทบจะไม่ว่างแล้ว เอาล่ะๆ เดินไปเดินมาก็เจอที่พึ่งสุดท้าย ในป่าใกล้กับกุฏิท่านสมณะ ทั้งกว้างขวาง ทั้งเงียบสงบ ปราศจากสิ่งรบกวนใดๆ เราเลยนั่งล้อมวงกัน ทายชื่อเล่นของแต่ละคน คนที่สามต้องบอกชื่อของคนแรก,คนที่สอง ตามด้วยชื่อตัวเองเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหมด รุ่นพี่บางคนที่ไม่ใช่พี่เลี้ยง แม้ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองก็ยังอุตส่าห์แบกกลองมาตีเป็นจังหวะ ปอล๊อกป๊อกแป๊กๆ อย่างสนุกสนาน ต้องขอขอบคุณจากใจจริงครับ

พอเล่นๆ ไปจนจะบ่ายสองโมง ท่านสมณะก็ออกมาติติงตักเตือนว่า “นี่มันเขตสมณะนะ อย่าเล่นเสียงดังสิ” พวกเราก็เป็นแค่เด็กเนอะ พระท่านว่าท่านกล่าวอะไรต้องฟังไว้ กิจกรรมภาคบ่ายของเราจึงจบลงพร้อมๆกับ เอ่อ…. การครุ่นคิดอย่างหนักของพี่ๆ “พรุ่งนี้จะพาน้องไปเล่นกันที่ไหนดีน้อ?” เราคิดกันตลอดทางระหว่างแยกย้ายกันไปล้างห้องน้ำ

วันเวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า กับการฝึกฝนกินอยู่ร่วมกันของน้องๆ บางคนทนไม่ได้ คิดถึงบ้านก็ออก บางคนทำตัวไม่ดี พฤติกรรมไม่ผ่านเกณฑ์ก็ให้ออก “ไปอยู่ที่อื่นเถอะน้อง ถ้ายังทำตัวอย่างนี้ไม่เลิก” ถ้าน้องทำไม่ดี เราก็เตือน แต่ถ้าน้องยังคงทำอีก แสดงว่าน้องเริ่มแสดงตัวตนที่แท้จริงแล้ว “คนไหนที่เราคิดว่า เอาไม่ไหวก็เอาออกนะ เอามาก็เป็นภาระเรา ต้องดูแลอีก ถึงเค้าอยู่นี่ไม่ได้เค้าก็ไปอยู่ที่อื่นได้” เรานึกถึงคำของท่านสมณะ คุรุ แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ การจะทำเป็นใจแข็งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมถนัดอยู่วันยังค่ำ

น้องๆ หลายคนบอกว่า “ทำงานอะไรหรือพี่ เช้านี้?” และ “เอ๋ ล้างห้องน้ำอีกแล้วหรือ ไม่มีงานอื่นๆ บ้องหรือครับพี่?” ฮ่าๆ น้องๆ เสนอมา พี่ๆ ก็สนองไป “บ่ายเราจะไปเก็บถั่วฝักยาวที่ริมมูลกัน” เสียงเฮของน้องๆ ดังขึ้นเป็นระยะ พอเริ่มเดินทางไปที่ริมมูน เสียงโฮ่รองของน้องๆ ก็แผ่วลงเรื่อยๆ “พี่เมื่อไรจะถึง เจ็บเท้าจังเลย” และ “ร้อนแบบนี้มันน่าโดดน้ำจริงๆ” ผมก็นึกถึงย้อนไปในความทรงจำ ตอนเรายังเด็กๆ(กว่านี้) ก็มีพวกพี่ๆ เอาผ้าปิดตาจูงมือพาเดินไปริมมูล ร้อนๆ แบบนี้แหละ นึกถึงตอนนี้ก็ยังสนุกไม่หาย เหมือนพี่เค้าจะโหดแต่ที่แท้ก็ใจดี น้องๆ ปีนี้เค้าจะรู้สึกอย่างไรกับเรากันนะ?

ก็เป็นหน้าที่ของพี่เลี้ยงอีกนั่นแหละ ที่ต้องคอยดูน้องเล่นน้ำ เดี๋ยวเกิดเป็นอะไรขึ้นมาก็ซวยแย่ น้องๆ เค้าอุตส่าห์ไว้วางใจเราแล้วแท้ๆ ช่วงนี้ น้องๆ ก็เล่นน้ำกันทุกวันเลย มีเวลาว่างเมื่อไร ไม่มีอะไรทำก็เล่น เล่นมันตลอดทั้งวันเลย เด็กผู้ชายบางคนก็เล่นอะไรแผลงๆ หวาดเสียว ถ้าเราเล่นด้วยจะสนุกอยู่หรอก แต่พอมาเป็นคนเฝ้าดูแล้วรู้สึก ระทึกใจดีเหมือนกัน

การที่น้องได้มาเข้าค่ายฯ เครียม ”สส.ธ.” นี้ ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงนะครับ จากที่น้องๆ มาตอนแรกยังไม่รู้อะไร ก็เริ่มซึมซับวิธีชีวิตความเป็นอยู่ของสัมมาสิกขามากขึ้น การนั่ง นอน มารยาทต่างๆ ที่เราสอนไป น้องๆเขาก็จดจำ และนำไปปฏิบัติได้ อาจจะได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ต้องใช้เวลา ถ้าเราเอาอารมณ์อันขุ่นมัว มาลงที่น้องๆ เมื่อไร ก็จบกัน

มีวันหนึ่งที่เราเล่นเกม “เป็ดติดเชื้อ” คือจะมีกระดาษให้น้องเค้าอยู่คนละแผ่น และว่างๆ เอาไว้ซักแผ่นหนึ่ง ให้พี่เลี้ยงเป็นเป็ด เดินช้าๆ เหมือนเป็นหง่อย เป็ดจะเดินไปยังแผ่นกระดาษที่ว่างอยู่ น้องๆ ต้องชิงยึดครองกระดาษแผ่นนั้นก่อนที่เป็ดจะยึดครองได้ หากเป็ดยึดครองได้ ถือว่าน้องๆ ทุกคนติดเชื้อและ จบเกม

เกมนี้จะจับเวลาระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ใครจะอยู่ได้นานกว่ากัน ฝึกไหวพริบความสามัคคี หากมีใครคนใดคนหนึ่งที่ยัง มัวแต่เงอะๆ งะๆ อยู่ก็จบ เกมโอเวอร์ งานนี้น้องๆ สนุกสนานกันมากเลย พอหมดเวลา แต่ละคนบอกว่าอยากจะเล่นต่ออีกทั้งนั้น ทีมพี่เลี้ยงเราก็เลยพลอยดีใจไปด้วย วันนี้เลยได้ ธรรมมะจากท่านสมณะว่า

“การที่น้องสนุก แล้วเราก็พลอยดีใจไปด้วยเนี่ย แสดงว่าใจของเรายังไปยึดติดผูกเข้ากับน้องๆ เค้าอยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ อารมณ์ของเราก็จะขึ้นๆลงๆตามน้องๆ เราต้องมีจุดยืนเป็นของตัวเองสิ ต่อให้เกมเสีย กิจกรรมล่มกลางคัน ใจเราก็อย่าเสียตาม ไม่งั้นล่ะไปโกรธเพื่อนมา แล้วมาลงที่น้องๆ ล่ะแย่เลย”

……สาธุ…….

—————————————————————————————-

ผมรู้สึกดีนะครับที่ได้เป็นพี่เลี้ยง เหมือนกับมันเป็นมิติใหม่ของผม เพราะทุกๆ ทีก็จะเป็นแค่คนดู หรือไม่ก็มาช่วยนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น แต่ครั้งนี้กลับได้มาจัดค่ายฯ จัดกิจกรรมเองเลย แต่ผมยังแค่เด็กๆ ถ้าเทียบกับพวกพี่ๆ เค้า ยังมีอีกมากครับที่ผมยังต้องเรียนรู้ต่อไปๆ ทั้งจากคำแนะนำรุ่นพี่ หรือสิ่งที่สะท้อนจากน้องๆ  อยากให้พวกเราทุกคนได้รับรู้และรับฟัง และติติงอะไรมาได้นะครับ ยินดีรับฟังทุกความเห็น

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบพระคุณทั้งพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ คนอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ยกระดับจิตใจคนเรา พัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองของเราให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แม้จะเป็นเพียงสิ่งๆเล็กๆ น้อยๆ ดูจิ๊บจ๊อยเหลือเกินสำหรับสายตาบางคน แต่ก็ขอขอบพระคุณจากใจจริงครับ

 

เรื่อง : เด็กชายเพียงตะวันพุทธา

ภาพ : ผม, พี่เลี้ยง, พี่ๆ ฐานสื่อบุญนิยม และอามด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: