ค่ายรับผ้าพันคอสัมมาสิกขาราชธานีอโศก ม.๑ (ตอน๒)

IMG_1667

ผมเดินผ่านทีมปลูกแตงโมอีกครั้งหนึ่ง ก็ยังคงความเงียบไว้ได้ดี จะมีแต่เสียงจอบแทรกตัวเข้าไปในเนื้อดิน และเสียงใครบางที่หาววอดๆอยู่เท่านั้นเอง

กลับมาที่ทีมเหลาไม้หลัก คุยไป เหลาไปตามหน้าที่ ทีมนี้ดูมีสีสันดี ขนาดอามดถึงดินยังมาลองเหลาดูด้วยน้ำมือของตัวเอง คนพูดก็พูดไป พูดได้พูดดี คนเงียบๆก็ตั้งหน้าตั้งตาเหลาไป บางคนก็ทั้งคุยทั้งเหลา เสียงมืดกระทบไม้ไผ่ดัง ป๊อก ป็อก ป๊อก แว่วมาแต่ไกล ทำงานแบบสบายๆ ไม่มีเบื่อ ไม่มีเซ็ง เหนื่อยก็พัก หนักก็สู้ (รึเปล่ายังไม่รู้?)

เอ… ทีมขุดมันไม่รู้ย้ายไปขุดอยู่ตรงไหนแฮะ สงสัยไปหีบอ้อยแล้วล่ะมั้ง?

มาถึงครัวสนามที่ทำกับข้าว มีแต่คนมามุงอยู่รอบหม้อข้าว หากเราเป็นนกที่โบยบินบนฝากฟ้า มองลงมาก็คงจะเห็นเป็นจุดสีน้ำเงินหลายๆจุด ดีดดิ้นอยู่รอบกองไฟ ทีแม่ครัวเก่ามาแบบนี้ ทุกคนก็คงจะวางใจกันได้บ้างล่ะ แต่รู้สึกว่า ลมนี่มาจะพัดมาทั้งวันเลยน้อ เสียงยอดไม้โดนลมพัดจนไหวไปมา เสียดสีกันดัง แซ่ก.. แซ่ก.. เป็นบรรยากาศที่ดี สำหรับการจัดค่ายฯ แต่สำหรับผมแล้ว รู้สึกเสียววาบเข้าไปในกระดูกกระเดี้ยวยังไงไม่รู้แฮะ สงสัยว่ากินข้าวเช้าน้อยไปหน่อยมั้ง?

ผมนั่งจ้องมองเปลวไฟม้วนตัวขึ้นมาจากกองฟืนดำๆ ลูบไล้ก้นหม้อซะดำหมดจด ดูหวือหวา นึกสงสารคนขัดหม้อขึ้นมาตะงิดๆ ส่วนคนที่พากันมุงอยู่รอบหม้อรอบกระทะก็พากันชิมเอาชิมเอา “เหวยๆ จะเหลือให้พรรคพวกบ้างไหมครับเนี่ย?” ผม คิดอยู่ในใจแต่ไม่ได้ว่าอะไรออกมา คิดเล่นๆระหว่างนั่งซึมซับบรรยากาศ พร้อมๆกับเคี้ยวอ้อยในปากอย่างเมามัน ดูเขาสัมภาษณ์แม่ครัว ทำกับข้าว มีดในมือผมก็แถเอาเปลือกอ้อยออกไปอย่างช่ำชอง น่าเพลิดเพลินดีจริงๆ ผมนั่งเคี้ยวอ้อยหมดไปหลายวาแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่า ตัวเองเป็นแผลหนองอักเสบ เผลอปล่อยตัวปล่อยใจไม่มีสติอีกแล้ว ไม่ไหวเลยจริงๆ มัวแต่นั่งเคี้ยวอ้อยแท้ๆ บรรยากาศก็ไม่ได้บันทึก เทคนิคการทำงานก็ไม่ได้จด ความรู้สึกของแต่ละคนก็ไม่มีในสมุดของผม น่าเสียดายจังแฮะ

ขอบฟ้าทิศตะวันตกยังมีแสงจางๆ อยู่หน่อยนึง เราก็มานั่งล้อมวงรอกินข้าวเย็นรอบกองไฟ บางคนก็เผามันรอไปพลางๆ เอาหน้าผิงไฟก็หนาวด้านหลัง เอาหลังผิงก็หนาวข้างหน้า คุณผู้หญิงทั้งหลายก็มัวแต่อาบน้ำปะแป้งกันอยู่ ส่วนผู้ชายเราก็ได้แต่รอเมื่อไรจะมากันสักที จะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน อบอุ่นดี สักครู่ก็มีพี่ๆ ปวช.ปี1 ปี2 มาร่วมวงกินข้าวด้วยกันกับน้องๆ เอามากันทั้งกีต้าร์ ทั้งกลองคาฮอน(กลองตู้เหลี่ยมๆ นั่งแทนเก้าอี้ได้) ร้องเพลงประสานเสียงกันตามประสา สสธ. ท่ามกลางลมหนาวที่พัดมาตั้งแต่เช้าไม่ยอมหยุด แสงจันทร์สาดส่องไปทั่วผืนนา เราคงไม่ต้องเปลืองถ่านไฟฉายมากนัก มันที่ซุกไว้ในกองไฟก็ทยอยกันสุกทีละลูก ไม่นานก็มีรำวงรอบกองไฟ ทำนองเพลงเปลี่ยนจากแนวเพลงสตริง ซึ้งๆ มาเป็นแนวลูกทุ่ง สนุกสนาน แต่ก็มีรุ่นพี่บางคนที่แยกวงไปนั่งกินเผาอยู่ 4-5 คน ผมบิเนื้อมันเผาออกมา ความร้อนกลั่นตัวเป็นไอน้ำ ลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้าอันมืดมิด มีเพียงสายลมที่พัดนำพามันไป เหมือนคนเรา ที่เดินไปตามทางที่มืดมิด ต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น สู่จุดหมายที่ไม่มีจริง

เราต่างคนต่างเทใจให้กัน เราต่างรับรู้ความอบอุ่นที่ได้จากกองไฟและจากใจของทุกๆคน แม้ผมจะไม่รู้ว่า ใครได้อะไรไปบ้าง? แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ รุ่นพี่ก็ได้จูนคลื่นเข้าหารุ่นน้อง ส่วนรุ่นน้องก็พยายามฟังและคิดตามที่พี่พูด เชื่อฟังพี่มากขึ้น ไม่เหมือนตอนเช้าที่รุ่นน้องยังคงเฉยชาและนิ่งเฉย ทุกคนดูสนุกสนานกันดี แต่จะยังไงก็เถอะ เด็กสัมมาสิกขาก็คือเด็กสัมมาสิกขา มีกรอบของสัมมาสิกขาอยู่ แถมยังมีผู้ใหญ่มาคุมด้วย จึงไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก สนุกๆแบบสัมมาสิกขานอนตื่นสาย มีกีต้าร์ มีของกิน ก็มีความสุขแล้วล่ะ

ต่อจากนั้น รุ่นพี่ทั้งสายสามัญและปวช. ก็ได้มาเปิดใจแก่รุ่นน้อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผ้าพันคอ และอารมณ์ความรู้สึกประสบการณ์ของพี่ๆเอง คิดว่าคงได้อะไรหลายอย่างๆบ้างไม่มากก็น้อย แม้อากาศจะหนาว ลมจะแรง แต่พวกเราทุกคนก็อบอุ่นใจ อีกไม่นานนัก ดวงจันทร์ก็คงจะโดนเงาของโลกกลืนหายไป และกองไฟกองนี้ก็คงจะมอดไหม้ เหลือเถ้าธุลี แต่ความในใจของพวกเราในคืนนี้ คงจะตราตรึงใจไปอีกนาน(หรือไม่ ก็แล้วแต่เวรแต่กรรม)

หลังจากไล่พวกน้องๆไปนอนกันหมดแล้ว รุ่นพี่ก็มาประชุมกันรอบกองไฟ เกี่ยวกับค่ายฯนี้ รุ่นน้องหลายคนบอกว่า “ค่ายฯนี้สบายเกินไป น่าจะมีอะไรๆตื่นเต้น เร้าใจบ้าง” และอีกเรื่องก็คือ “เป้าหมายในการทำงาน ต้องทำงานให้เสร็จ ไม่เสร็จก็ไม่ได้กลับบ้านราชฯ ไม่ได้ผ้าพันคอ น้ำตาล-ขาวอีกด้วย” และเรื่องฝึกระเบียบวินัย ตอนอยู่ที่ม.อุบลฯ ก็ฝึกกันแบบพี่สอนน้องไปก่อน ถึงบ้านราชฯ ลงรถเมื่อไรก็จะเป็นการทดสอบทันที ไม่ปล่อยให้มีเวลามากพอที่จะวางกระเป๋าซะด้วยซ้ำไป

ความจริงผมอยากจะนอนกับน้องๆ ม.1 ท่ามกลางสายลมและแสงจันทร์มากกว่า แต่อาเค้าบอกให้ไปนอนในศาลา ผมลังเลใจอยู่นาน ยืนดูราหูอมจันทร์จนมันคายออกมาแล้ว ก็ยังตัดสินใจไม่ได้สักที แต่ความอ่อนเพลียก็ลากผมมาสู่ศาลาจนได้ สุดท้ายก็ต้องฝากราตรีนี้ไว้กับศาลาหลังนี้อยู่ดึ…

เล่าเรื่องโดย ด.ช. เพียงตะวัน พุทธา ม.2

Comments
One Response to “ค่ายรับผ้าพันคอสัมมาสิกขาราชธานีอโศก ม.๑ (ตอน๒)”
  1. น้าหนุ่ม พูดว่า:

    อ่านเพลิน ได้ความรู้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: