ค่ายรับผ้าพันคอนักเรียน ม.๑ โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก (ตอน๓)

25541222-IMG_2721

11/12/54

วันต่อมา….

….แสงแรกของวันใหม่สาดส่องทั่วท้องนา ลนหนาวยังคงพัดตลอดทั้งคืน และเช้านี้ก็เช่นกัน น้องๆตื่นขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น ที่จะทำเป้าหมายในวันนี้ให้สำเร็จ เพื่อผ้าพันคอน้ำตาล-ขาว ของสถาบันที่แสนจะภาคภูมิใจ หลายคนไปทำงานต่อที่คั่งค้างมาตั้งแต่เมื่อวาน บางคนก็รอเพื่อนอยู่ บางคนก็มัวแต่นั่งผิงกองไฟกองเดิม อุ่นดี ไม่รู้วันนี้จะทำเป้าหมายของค่ายเสร็จรึเปล่าน้อ?

มาดูทีมเหลาไม้ก็สนุกดีครับ นั่งเหลาๆ เกลาๆ ถ้ามีฝีมือก็ทำได้ดีหน่อย ตามความรู้สึกของผมแล้ว ผมว่ารุ่นน้องมีพัฒนาการขึ้นบ้าง ตามลำดับ แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ที่หลายคนดูถูกดูแคลน แต่ก็เกิดได้จากการเรียนรู้ร่วมกันเป็นหมู่กลุ่ม ทวีความสามัคคี และลดทอนความเห็นแก่ตัวลง คนเหลาไม้ก็ดูท่าจะสนุกเหลือเกิน คุยไปนั่งเหลาไปเรื่อยๆ สบายๆ มีสองสามคนจับกลุ่มคุยกันเรื่อง “ทำงานพิเศษตอนปิดเทอม” บางคนนั่งอยู่ดีๆ ก็ตะคริวกินมั่งล่ะ ต้องบีบๆ นวดๆ กันจ้าละหวั่น สักพักก็มีท่านสมณะมาช่วยทำด้วย ทุกคนก็มีกำลังใจขึ้นเยอะ เป้าหมาย 500 อันคงจะไม่ไกลเกินเอื้อมมือ  เช้านี้แม้จะไม่มีรุ่นพี่มาคอยคุมงาน แต่น้องๆก็รู้งานดีและสามารถทำได้เองโดยไม่ติดขัด ทีมขนกิ่งไม้ก็เสร็จกันแล้วตั้งแต่เมื่อวาน จะเหลือก็แต่รอให้รถมาขนกิ่งไม้ไปทิ้งที่อื่น เมื่อวานมีรุ่นพี่มาช่วยทำด้วย แต่ถึงวันนี้ไม่มีรุ่นพี่ก็ทำงานได้ สบายมาก

เอ… ชักจะสงสัยแฮะ รุ่นพี่ม.ปลายหายไปไหนกันหมดล่ะเนี่ย?

ทีมปลูกแตงโมก็ตั้งใจทำงานกันอย่างเคร่งขรึม เช่นเดียวกับเมื่อวาน ผมเห็นไส้เดือนครึ่งตัว เกลือกกลิ้งดิ้นทุรนทุรายใกล้ๆเท้าของผม คงจะเป็นเวรเป็นกรรมของใครสักคนที่ต้องชดใช้ล่ะนะ ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้ด้วย แต่ทีมนี้ดูจะมีการพูดคุยสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ ปรับเปลี่ยนความเข้าใจกันมากขึ้นหน่อย เห็นแต่รุ่นพี่มารุมอยู่แต่ตรงปลูกนี่แฮะ คงจะกลัวไม่เสร็จไม่ได้กินข้าวเช้าล่ะมั้ง?

ที่ที่ใช้ปลูกแตงโม ก็เป็นที่นาเก่า ไถพรวนเสร็จแล้วจึงค่อยลงมือปลูก สัมผัสยามแตะต้องดินก็รู้สึกเย็นสดชื่น เดินเท้าเปล่าบนดินนี้จะรู้สบายๆ แต่ถ้าใส่รองเท้าดินจะจับตัวเป็นก้อนๆ เดินไม่สะดวกเท่าใรนัก

เช้านี้เค้าจะเลี้ยงข้าวที่บ้านญาติธรรคนหนึ่ง พอไปถึงกับข้าวก็ยังไม่ทันเสร็จ ก็เลยต้องไปช่วยเขาหน่อยเล็กๆ น้อยๆ พอถึงเวลาอาหาร แม้อากาศจะหนาวสักเพียงไร แต่น้องๆเค้าก็ยังเลือกเอา “ไอติม” มากกว่าแกงอุ่นๆ อยู่ดีนั่นแหละ กินเสร็จแล้ว “แม่เกศแก้ว” เจ้าของสถานที่ก็ได้พาพวกเราไปเดินดูสวนรอบๆ มีทั้งพืชผักไร้สารพิษ มะละกอลูกดก ต้นงี้แทบจะหักเพราะรับน้ำหนักไม่ไหว ฯลฯ

กลับมาที่ม.อุบลฯ ก็ต้องมาทำงานที่ค้างไว้ตั้งแต่เช้าให้เสร็จ ทำงานก็เรียบร้อยใช้ได้ แต่ขาดการวางแผนไปหน่อยนึง อย่างการปลูกแตงโม ตอนเช้าก็มีบางคนที่ปลูกไม่เป็นแถว สะเปะสะปะไปทั่ว พอจะมาปลูกต่อตอนนี้ก็เลยไม่รู้ว่าหลุมไหนปลูกแล้วบ้าง หลุมไหนยังไม่ได้ปลูก? แต่อาศัยการที่ทุกคนช่วยนึกช่วยสังเกตนี่เอง ทุกอย่างจึงสำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อยด้วยดี แม้จะใช้เวลาไปเกินกำหนดไปเยอะพอควร จากนั้นก็มาช่วยกันเก็บข้าวเก็บของ ของใครเป็นของใครก็ไม่รู้ เก็บมันทั้งหมดนั่นแหละ (คงโดนรุ่นพี่เร่งมาบ้างล่ะมั้ง?)

ตอนเก็บของเสร็จ มารวมตัวกันอีกครั้ง ทั้งช้า ทั้งเฉื่อย แถมมาก็มาไม่ครบ ก็เลยโดนเอ็ดเอาหน่อย แล้วรุ่นพี่คนนึงก็มาตอกย้ำเรื่องชื่อรุ่น “ปลายทาง” ว่าน่าจะเปลี่ยนเป็น รุ่น”เฉื่อย” ดีกว่ามั้ง?  จากนั้นพวกรุ่นพี่ก็ผลัดกันมาตอกย้ำเรื่อง ความสามัคคี เป้าหมาย และผ้าพันคอ รุ่นน้องบางคนก็ก้มตาก้มตาฟัง บางคนบ่นอุบอิบ บางคนพยายามสุดแรงเกิดเพื่อที่จะกลั้นหัวเราะ บางคนยืนล้วงกระเป๋า เท้าสะเอว อืม….. น่าเห็นใจรุ่นพี่จริงๆ ครับ

ก่อนหน้าผมไปนั่งฟังรุ่นน้องเขาแลกเปลี่ยนความในใจกัน ในระหว่างที่เก็บเต้นท์อยู่…

ใครบางคน : “ได้ยินว่า รุ่นพี่เขาจะไม่ให้ผ้าพันคอ…”

คนบางคน : “ไม่ให้ก็ไม่เอาหรอก เรามีตั้ง 2 ผืนแน่ะ” พูดจบก็แลบลิ้น “แบร่ร่ร่….”

ใครบางคน : “เอ็งไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ข้าสิแย่ ถึงตอน ค่ายฯ ยอส. เมื่อไร ได้อายเขาหมดแน่ ไม่มีผ้าพันคอใส่กับเค้า…”

คนบางคน : “แบร่ร่ร่….” อีกครั้งหนึ่ง

ตอนที่ผมกำลังจดสิ่งที่คิดได้อยู่นี้ รุ่นพี่คนหนึ่งก็มาสอนเรื่องระเบียบวินัยในแถว(ตามที่คุยกันไว้เมื่อคืน) โดยมีรุ่นพี่อีกคนเป็นนายแบบทำเป็นตัวอย่างให้น้องดู รุ่นน้องก็คงจะเซ็งๆบ้าง แต่รุ่นพี่ก็ใช่ว่าอยากจะทำนักหรอก มันเป็นเป้าหมายของค่ายฯนี้เองที่อยากให้ทุกคนมีความ ” อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้ ” แต่รู้สึกว่ารุ่นน้องจะยังตามรุ่นพี่ไม่ค่อยทันเท่าไร น้องๆหลายคนทำหน้าตาไม่ค่อยชอบใจนักที่ต้องมาฝึกแบบนี้ หรือบางทีน้องๆก็อาจจะอยากให้รุ่นพี่เล่นบทโหดบ้างรึเปล่า?

จะกลับบ้านราชฯแล้ว ลมหนาวที่ถาโถมเข้ามาตลอด ก็เซาลงตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครสังเกต ค่ายฯของน้องรุ่นนี้มีอะไรพิเศษหลายอย่างเช่น จัทรุปราคา ลมหนาวที่พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และความทรงจำดีๆ ที่มีเพื่อนๆในค่ายนี้ ที่จะอยู่ในใจเราไปอีกนาน

พวกเรานั่งรถโชเรอะกลับคันเดียวกันที่มาส่งเรามา นั่งผ่านหน้าม.อุบลฯ ร้านเกมเรียงเป็นแถวๆ เหมือนกับว่าสถานศึกษาและสถานบริการอินเตอร์เน็ตเป็นของคู่กัน ว่าวที่ติดลมบนตั้งแต่ก่อนเรามา ยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่บนท้องฟ้า ส่ายไปมาหยอกเล่นกับสายลม ผมถามน้องคนนึงระหว่างอยู่บนรถว่า ” ไม่ได้พ้าพันคอแล้วรู้สึกยังไงบ้าง? ” น้องเค้าก็ตอบมาว่า “ก็เฉยๆนะครับ ได้ก็ไม่ดีใจ ไม่ได้ก็ไม่เสียใจ รุ่นผมมันรุ่น เฉื่อยเฉยชา อยู่แล้ว” ดูมันพูดดิ…

ถึงบ้านราชฯแล้ว ยังไม่ทันจะเอากระเป๋าลงจากรถเสร็จ รุ่นพี่ก็สั่งเรียกแถวกินข้าวแล้ว ยังดีที่น้องๆกระตือรือร้นอยู่บ้าง ไม่เหมือนกับตอนก่อนเข้าค่ายฯ รุ่นพี่บางคนก็แอบประทับใจอยู่เล็กๆ ที่น้องๆกินข้าว เก็บโต๊ะ และล้างหม้อข้าวหม้อแกง ได้ภายใน 30 นาทีตามคำสั่งของรุ่นพี่ แต่น้องเค้าออกจากเร่งรีบเกินไปหน่อย จนทำให้ล้างไม่สะอาดและส่งเสียงดังเซ็งแซ่ไปทั่ว ทำงานแบบไม่ได้วางแผน เอาเร็วเข้าว่า รุ่นพี่ก็เลยตะเพิดให้ไปล้างใหม่ “เอาให้ดีกว่าเดิมนะ…” รุ่นพี่คนนึงกล่าวขึ้นกำชับแก่น้องๆ ผลงานที่ออกมาก็นับว่าน่าพอใจเลยทีเดียว

พอเสร็จภารกิจทุกอย่างแล้ว รุ่นพี่ก็สั่งเรียกแถวอีกครั้งหนึ่ง เจอรุ่นพี่เล่นบทโหด ดูถูกเหยียดหยามรุ่นน้องเรื่อง “ศักดิ์ศรีสถาบันและผ้าพันคอ” กดดันต่างๆนานา คงจะกระตุ้นจี้จุดรุ่นน้องเรื่องระเบียบวินัย และความแววไวได้บ้างล่ะนะ

แล้วในระหว่างที่วิ่งไปวิ่งมา(รุ่นพี่สั่ง) ก็วิ่งจนเกือบจะชนป้าสองคนที่เดินสวนทางกัน และรุ่นน้องตัวเล็กๆคนนึง หกล้มได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย เลยโดนเทศน์ว่า “ความว่องไวกับไหวพริบมันต้องมาพร้อมๆกัน ถ้ามาเร็วเกินไปก็จะอันตราย” ผมพาส่งน้องคนที่หกล้มไปส่งที่ห้องพยาบาล  ไม่มีคนอยู่ ผมจึงจัดการทายาทำแผลให้เอง ยังดีที่ไม่เป็นไรมากนัก

ส่งน้องคนที่หกล้มไปพักผ่อนเสร็จ ผมกลับมาหาหมู่กลุ่มอีกที รุ่นพี่กำลังพาน้องๆเล่นเกมกันอยู่ นี่ถ้าไม่เป็นแผลอยู่ ผมก็อยากจะไปลองเล่นด้วยสักทีจัง เพื่อนผม 2-3 คนก็มาแอบดูน้องเขาทำกิจกรรมกัน นึกถึงตอนที่พวกผมได้เข้าค่ายแบบนี้เหมือนกันแฮะ แต่เอกลักษณ์ของแต่ละรุ่นก็ไม่เหมือนกัน รุ่นพี่เลยต้องปรับเปลี่ยนไปตามข้อเสียของแต่ละรุ่น อย่างรุ่นของผมก็คือ”เสี่ยวเฮา” (เพื่อนเรา) ก็ไม่สามัคคีกัน แบ่งพรรคแบ่งพวก เลยโดนรุ่นพี่ตั้งว่า “ไม่กล้า ขี้แพ้” กว่าพวกเราจะแก้ชื่อให้เป็น “เสี่ยวเฮา” เหมือนเดิมได้ก็ยากพอดู พอมารุ่นล่าสุดนี้ก็ตั้งชื่อว่า “เฉื่อยเฉยชา” ไม่รู้ว่าจะแก้ชื่อได้รึเปล่า เพื่อนๆของผมก็คงจะลุ้นกันน่าดูชม

*ข้อสังเกตุ – รุ่นน้องต้องการความเข้าใจมากกว่าการอยู่ใต้อำนาจการปกครอง
– ถ้าจะเล่นบทโหด เช่น พูดจาดูถูก ใช้งานหนักๆ หรือทำอะไรที่กระทบกระเทือนถึงจิตใจของน้องๆ ก็ต้องมาหาทางลง บอกเหตุผลที่ทำอย่างนั้นด้วย ไม่งั้นรุ่นน้องจะเกลียดพี่ไปอีกนาน                                                      – รุ่นน้องปีนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวค่อนข้างเยอะ มีจุดเด่นของตัวเองหลายๆอย่าง ถ้าสามัคคีกันดีๆนี่จะมีพลังมาก

ผลการประเมิน ม. 1 ยังไม่ผ่านค่ายฯนี้ ไม้ได้ผ้าพันคอน้ำตาล-ขาวของสถาบัน ต้องไปเข้าค่ายฯใหม่อีกรอบนึง ที่ยังไม่ผ่านก็เพราะ

1. หน้าที่การงาน ทำงานไม่เสร็จในเวลาที่กำหนดไว้

2. ความสามัคคี บางคนทำงานของตัวเองเสร็จแล้ว ก็ไม่ได้ไปช่วยเพื่อนทำงานอย่างอื่น ไปเที่ยวเล่นจุบจิบแทน งานก็เลยไม่เสร็จตามกำหนด

3. มีสัมมาคารวะ เดินข้ามหัวผู้ใหญ่ ไม่ก้มหัวเวลาเดินผ่านผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ เจอหน้ากันไม่ทักทายรุ่นพี่

ค่ายนี้ที่มีสโลแกนว่า “อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้” จึงหมดลุ้นกันเพียงเท่านี้ ไปเอาใจช่วยกันใหม่ในค่ายหน้านะครับ

ขอบพระคุณที่อุตส่าห์ติดตามอ่านมาโดยตลอดครับ

เด็กชายเพียงตะวัน พุทธา ม.2

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: