ค่ายรับผ้าพันคอ ม.๑ โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก (ตอน๑)

IMG_1670

ตื่นมาตอนเช้ามืดของวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ น้อง ม.๑ ทุกคนดูกระตือรือร้นกันดี รวมตัวตอนเช้าก็ดูร่าเริงแจ่มใส แต่ละคนดูจะไม่รู้ชะตาชีวิตของตนในวันนี้ เป้าหมายค่ายนี้เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของน้องม.๑ ว่าเพียงพอที่จะได้รับผ้าพันคอประจำโรงเรียนหรือไม่โดยวัดผลใน ๓ ด้านคือ ด้านการงาน ด้านความอ่อนน้อมถ่อมตนและด้านความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

รถโชเรอะ หกล้อคันโก้ของชุมชน ที่พี่ๆพาน้อง ม.1 เดินทางไปม.อุบลฯรวมเกือบ ๔๐ ชีวิต แม้รุ่นพี่ม.ปลายกับน้อง ม.1จะนั่งชิดกันแต่บรรยากาศก็เงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยหยอกล้อ คงเหลือไว้แต่เพียงเสียงลมที่ปะทะหน้าของแต่ละคนเท่านั้นเอง ตัวผมจะอ้าปากเริ่มคุยก็ไม่กล้าแฮะ บรรยากาศน่าอึดอัดเสียจริง

   มาถึง ม.อุบลฯ ฟังเทศน์จากท่านสมณะเสร็จ อาเข้มข้นซึ่งเป็นชาวชุมชนที่นีก็ติวเข้มเลย เข้มสมชื่อ ผมรู้สึกว่าอาแค้าจะมีวิญญาณครูฝึกจริงๆ ต้องมาสัมผัสเองนะเนี่ยถึงจะรู้ซึ้ง สิ่งอาเข้มข้นอยากให้ทุกคนในค่ายฯค้นพบคือ ความสุขในที่ได้เป็นผู้ให้และการฝึกฝนตนเองช่วยคนอื่น

พอตอนแบ่งงานกันในช่วงเช้า เป็นโจทย์ของพี่ม.ปลายที่ให้ รุ่นน้องฝึกตัดสินใจกันเอง ใครจะลงสวน ใครจะทำกับข้าว ต้องหุงหาข้าวเอง เก็บผักเองซึ่งจะต้องพอให้ทุกคนในค่ายกิน(รู้สึกจะวุ่นวายกันพอสมควร) เรียกได้ว่า รุ่นน้องเป็นผู้กุมชะตาชีวิตทุกชีวิตในค่ายรวมเลยก็ว่าได้ไม่เว้นแม้รุ่นพี่ม.ปลายและท่านสมณะสองรูปที่ไปด้วย

แต่…จะแปดโมงแล้ว ยังไม่รู้จะทำอะไรกินเลย เป็นข้อตกลงของค่ายว่าหากจะให้รุ่นพี่ช่วย รุ่นน้องก็ต้องเอ่ยปากหรือขอร้องรุ่นพี่ถึงจะยื่นมือเข้ามาช่วย ถ้ามัวแต่เขินอายหรือมีอคติก็ไม่ต้องกินกันพอดี

ทางด้านทีมลงงานแปลงปลูกบล็อคเคอรี่ แบ่งหน้าที่กันเป็น คนปลูก คนขุดหลุม คลุกเคล้า คนใส่ปุ๋ย แกลบดำ บางทีก็เปลี่ยนหน้ที่กันไปตามประสาเด็กเบื่อง่าย ปลูกไปคุยไป เย้าแหย่กันไปเพลิดเพลินกันดี ดินที่เหยียบยังเย็นๆอยู่เลย ไม่ใช่เย็นเจี๊ยบสุดขั้วแบบน้ำแข็ง ไม่ใช่เย็นแห้งๆแบบเครื่องปรับอากาศ แต่เย็นแบบธรรมชาติ แบบสบายๆ แบบที่สัมผัสไม่ได้ด้วยรองเท้สแตะหรือเสื้อขนสัตว์แพงๆ

ที่แปลงปลูกกวางตุ้ง ก็กำลังเตรียมดิน ย่อยดินกันอยู่ตอนบ่ายๆจะได้มาปลูกต่ออีกที(มีลมเย็นๆบรรยากาศก็เยี่ยม) ทุกคนตั้งใจทำงานมีสมาธิดี สนุกกับงานและยินดีอย่างยิ่ง ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อทำงานเสร็จจะได้กินข้าวเช้ากันสักที

    เมื่อเดินทางไปถึงทีมทำอาหาร รู้สึกว่าพ่อครัวแม่ครัวจะอ่อนด้อยประสบการณ์ไปหน่อย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยสักอย่าง คุยกันไปคุยกันมาก็ไม่รู้เรื่องสักทีว่าจะทำอะไรให้เพื่อนๆกิน อุปกรณ์ก็มีพร้อมนะ วัตถุดิบขาดไปบ้างแต่ปัญหาก็น่าจะอยู่ที่ไม่ได้พูดคุยสื่อสารกันให้รู้เรื่องมากกว่า ทั้งยังขาดคนประสานงานครัวทั้งหมดด้วย “จะได้กินข้าวเช้าไหมน้อ?” ทุกๆคนก็คงมีคำถามพรรค์นี้อยู่ในใจ ดีที่มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาช่วยหุงข้าว เตาก็ธรรมชาติแบบสามเส้าที่เอาหินสามก้อนมาหนุ่นก้นหม้อ งานนี้ข้าวไหม้ก้นหม้อแน่ๆละ แถมลมแรงก็เป็นอุปสรรคต่อการหุงหาอาหารแบบใช้ฝืนซะด้วย คนอื่นมาเห็นอย่างนี้ก็คงท้อแท้กันน่าดูชมเลยล่ะ ผัดผัก ๒ กระทะเต็มๆได้หนึ่งถ้วยคงไม่พอกินแน่ๆเลย ระหว่างทีมปลูกผักที่หวังไว้ว่าจะได้กินข้าวอร่อยๆหลังทำงานมาเหนื่อยๆกับทีมทำกับข้าวที่ต้องแบกรับท้องไส้ของทุกคนในค่าย น่าลุ้นซะจริงๆว่าใครจะบรรลุเป้าหมายก่อนใคร

เมื่อทุกคนปลูกผักเสร็จกันหมดแล้ว ก็พากันถามผมถึงข้าวว่าเป็นอย่างไรบ้าง จะได้กินหรือยัง? ถึงผมจะรู้อยู่แก่ใจว่า”ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” แต่ผมคงไม่อาจตอบออกมาถึงสภาพที่เห็นทีมครัวอยู่ในภาวะย่ำแย่ให้ทุกคนท้อแท้หมดกำลังใจได้  จึงตอบไปเพียง “เดี๋ยวไปดูก็รู้เอง”และกระอักกระอ่วนอยู่ในใจ แต่ก็ยังดีที่ยังยิ้มได้ เมื่อเห็นอาหารรอพวกเราอยู่ที่ศาลาแล้วก็พอโล่งอกโล่งใจได้บ้างแต่อาหารก็มีปริมาณน้อยเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับปริมาณคนที่รอกินอยู่ เรารอคอยท่านสมณะ รุ่นพี่ตักอาหารคนแล้วคนเล่าอย่างใจจดใจจ่อ ภาวนาอย่าให้อาหารหมดก่อนที่จะถึงตาเราตักเลย

แม้ว่าอาหารมื้อนี้จะมีแค่ข้าวที่ไหม้ก้นหม้อ ผัดผัก แล้วก็แกงจืดแต่ก็รู้สึกว่าอร่อยอย่างน่าแปลก อาจเป็นเพราะกำลังหิวอยู่หรือไม่ก็เป็นเพราะฝีมือเพื่อนๆที่เราไว้วางใจให้ทำหน้าที่พ่อครัวแม่ครัวก็เป็นได้

พอกินข้าวเสร็จรุ่นพี่ม.ปลายก็พาไปหาที่หลับที่นอนสำหรับคืนนี้ แต่ละคนแบกเป้บ้าง เอากระเป๋าทูนหัวบ้าง เดินผ่านไปเป็นกลุ่ม ฝุ่นตลบ เห็นแล้วนึกถึงผู้อพยพจังเลยแฮะ ลมก็พัดมาไม่ขาดสาย ใต้เงาไม้ดูร่มรื่น เหมาะแก่การนอนกลางวันเสียจริงๆเลย

แต่กว่าที่รุ่นน้องจะหาที่กางเต็นท์ได้ก็วุ่นวายพอสมควร บางคนตัดไม่มาทำเป็นกระโจมเล็กๆพอนอนได้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคืนเดียว

มุมมองของผมที่มีต่อน้องม. ๑ ที่เปลี่ยนไปคือ เมื่อก่อนผมจะมองว่ารุ่นม.๑ปีนี้เหยาะแหยะ ไม่สู้งาน มีแต่ตัวน่ารำคาญ เฉื่อยชาและไม่กระตือรือร้น แต่พอผมได้มาเป็นผู้สังเกตการณ์ดูบ้างแล้ว สิ่งที่ปรากฎอยู่มันออกจะกลับกันกับสิ่งที่ผมคิดไว้ นั่นคือ ม.๑ ปีนี้มีความสามัคคีกันพอสมควร ไม่ค่อยทะเลาะหรือขึ้นเสียงกันสักเท่าไหร่ แต่ยังเฉื่อยชาขาดความกระตือรือร้นอยู่ รุ่นพี่เลยพยายามแก้โดยการให้น้องทำอะไรเอง คิดอะไรเอง แก้ปัญหาเอง ถ้าทำงานไม่สำเร็จหรือทำตัวไม่ดีก็ไม่ผ่านค่าย ขนาดรหัสค่ายน้องยังต้องคิดเองเลย

สำหรับตัวผมแล้วการที่เป็นรุ่นน้องมาตลอด แต่อยู่ดีๆก็ได้มาอยู่ในวงสนทนาของรุ่นพี่ มันก็เป้นอะไรที่น่าสนุกดีเหมือนกัน พวกรุ่นพี่ก็คิดกันแทบตายว่าจะจัดค่ายยังไง น่าเสียดายที่มีเวลาน้อยและกระทันหันไปหน่อย แม้ว่าจะทำอะไรได้ไม่มากแต่ก็สร้างพัฒนาการที่ดีให้กับรุ่นน้องได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ตอนเข้าฐานภาคบ่าย ให้รุ่นน้องแบ่งงานกันเอง รุ่นพี่แค่ให้ข้อมูลและอุปกรณ์คอยบริการด้านต่างๆดูๆแล้วก็ถือว่าม.๑ มีการพูดคุยสื่อสารกันมากขึ้น มีคนนำบ้าง คนนิ่งๆบ้าง คนไม่ใส่ใจบ้างคนเออออห่อหมกบ้าง คนฉลาดเอาตัวเองรอดก็มี

งานที่ต้องทำก็คือ  ๑.ปลูกแตงโม โดยจะขุดหลุม ใส่ปุ๋ยและหยอดเมล็ด

๒. เหมลไม้หลัก  ตัดไม่ไผ่แล้วเหลาเป็นหลักของมินิสปริงเกอร์

๓. เดินระบบน้ำ ขุดร่อง วางท่อ เดินปั๊มน้ำ

๔.ขนกิ่งไม้  ลากกิ่งไม้ขึ้นมาจากคลองที่มีตลิ่งชันๆ

๕. ทำกับข้าว สำหรับเลี้ยงคนทั้งค่าย

๖. ขุดมัน  เอาไว้เผากินรอบองไฟ

เราจะไปติดตามแต่ละทีมกัน

๑. เหลาไม้หลัก งานนี้นึกถึงตอนเข้าค่ายเยาวชนผู้เสียสละ ที่ผมต้องมานั่งเหลากันกับเพื่อนรวม ๔ คน ๓ ชั่วโมง ๒๐๐ กว่าอัน มาวันนี้เป้าหมาย ๕๐๐ อัน มันจะขนาดไหนเดี๋ยวได้รู้กัน

๒.ขุดมัน รุ่นพี่อาสาขุดมันตามที่ต่างๆ ผู้ขุดไป เย้าแหย่กันไป วางแผนงานเรื่องค่ายไป ขุดหมดก็จะไปหีบอ้อย (ข้อสังเกต-น้องๆม.๑ปีนี้เข้ากับรุ่นพี่คนอื่นได้ง่าย)

มาถึงตอนบ่ายนี้แดดแรง แต่ก็มีลมพัดมา ยอดไม้ไหวตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้า

๓. ปลูกแตงโม ทีมนี้เงียบมาก ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างจริงจัง แต่ผมรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก “คงใกล้เสร็จแล้วละ คงไม่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยหรอกมั้ง”ผมบอกกับตัวเอง

๔.ทำกับข้าว พอเดินมาถึงก็มีเศษเปลือกมะพร้าวเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เตาไฟอยู่ใต้ต้นไม้ร่มรื่น แต่ลมที่พัดมายังเป็นอุปสรรคต่อการปรุงอาหารเหมือนเดิม

เมนูอาหารเย็น – ผัดกวางตุ้ง ผักกะเพรา ต้มจืด ต้มถั่วเขียวดูจากวัตถุดิบและแม่ครัวที่มีรุ่นพี่มาช่วย แถมคนก็มากันเยอะกว่าตอนเช้า ก็ดูออกมาน่ากินกว่าตอนเช้าเยอะ

บรรยากาศการเข้ามา(ที่ที่เราสมมติว่าเป็น)ครัว ก็ต้องเดินผ่านซุ้มไม่ไผ่ที่หักผุพังลงมาและปกคลุมไปด้วยวัชพืชเสียก่อน

เวลาผ่านไป ทีมปลูกแตงโมก็ยังคงเคร่งขริมเหมือนเดิม จะมีแต่สองสามคนเท่านั้นที่จับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส งานก็เดินไปไม่ติดขัดอะไร บรรยากาศโดยรวมของค่ายคล้ายๆกับว่ารุ่นน้องจะเป็นแกน เป็นพลังสำคัญในการทำงาน ส่วนรุ่นพี่เป็นคนคอยบริการและช่วยเหลือไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

๕.งานขนกิ่งไม้ ผมว่าน่าจะเป็นงานที่หนักที่สุดตามความคิดของผม ทั้งแดดแผดเผา หนามแหลมคม ดึงกิ่งไม้หนักๆที่เขาทิ้งไว้หลักการตกแต่งต้นไม้ขึ้นมาจากริมตลิ่ง สัมผัสยามที่ดึงกิ่งไม้หนักๆขึ้นมาจากน้ำแล้วน้ำมันจะกระเซ็นมากระทบแสกหน้าจังๆ แม้จะรู้สึกเย็นสดชื่นยามสัมผัสน้ำ แต่กลิ่นแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์นี้ก็รับไม่ไหวเหมือนกันแฮะย่างก้าวแต่ละครั้ง ต้องย่างอย่างระมัดระวัง ระวังหนาม ระวังลื่น แม้บางก้าวจะเหยียบใส่หนามเข้าแล้วแต่ก็ต้องทนเหยียบต่อ ลงน้ำหนักเพิ่มด้วยที่ว่าไม่มีที่อื่นให้ยืน และจำดึงกิ่งไม้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ แต่ละต้นต้องใช้เวลา(ใช้แรง)อย่างมาก บางต้นก็ต้อง ๒ คน “อาร์…ซี๊ด” (ผมเพิ่งเหยียบหนามอีกอันไปเมื่อสักครู่) เป็นงานที่ท้าทายพวกเราและไม่เหมาะกับคนขาเจ็บอย่างผมเลยจริงๆ

(ติดตามอ่านต่อได้ในตอนที่ ๒ นะครับ)

ถ่ายทอดเหตุการณ์โดย ด.ช.เพียงตะวัน พุทธา ชั้น ม.๒

Comments
3 Responses to “ค่ายรับผ้าพันคอ ม.๑ โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก (ตอน๑)”
  1. อาน้ำนวลดิน ขออนุญาตนำภาพกิจกรรมเด็ก ๆ สัมมาสิกขาราชธานีอโศก ไปประกอบ MV แผ่นดินพุทธ เพื่อนำไปออกอากาศทาง FMTV ขอบคุณมากค่ะ

  2. น้าหนุ่ม พูดว่า:

    เก่งมาก..โอม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

  • จำนวนการคลิกสุงสุด

    • ไม่มี
%d bloggers like this: